ในยุคที่โรคอ้วนระบาด น้ำตาลได้กลายมาเป็นตัวปัญหาของคนที่จะต้องลดความอ้วน เป็นปิศาจร้ายในการดูแลสุขภาพที่นำมาด้วยโรคเบาหวาน และเป็นอะไรที่ร้ายๆ ที่แทบจะมองหาความดีไม่ได้ แต่จะไปโทษน้ำตาลเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ต้องโทษคนกินที่ไม่มีความพอดี
ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนัก Dr.John Foreyt แห่งศูนย์วิจัยโภชนาการจาก Baylor College of Medicine ใน Houston ให้ความเห็นว่า หากคนเราไม่บริโภคน้ำตาลมากเกินไปก็ไม่มีปัญหา
แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ เวลาที่คนเรามีโอกาสที่จะกินของหวานหรือน้ำตาลเรามักจะเลยเถิด เวลานี้ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกินน้ำตาลเฉลี่ยประมาณวันละ 31 ช้อนชา (ประมาณ 2/3 ถ้วยตวง หรือ 124 กรัม) และเมื่อสำรวจชนิดอาหารที่มีน้ำตาลที่บริโภคกันในชีวิตประจำวันกันมาก คือ ลูกอม น้ำอัดลม เบเกอรี่ และซีเรียลเคลือบน้ำตาล
ที่จริงแล้วคนส่วนใหญ่ได้น้ำตาลธรรมชาติในปริมาณที่เกินพอกว่าที่ร่างกายเราต้องการอยู่แล้วจากอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่บริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น โยเกิร์ต นมต่างๆ ข้าว ข้าวโพด เผือก มัน ขนมปังโฮลวีท ก๋วยเตี๋ยวและเส้นต่างๆ ซอสพาสต้า ผัก ผลไม้ เป็นต้น
น้ำตาลเติมความอ้วนได้อย่างไร
น้ำตาลที่เราใช้เติมในอาหารนั้นจะรวมไปถึงสารให้ความหวานหลายรูปแบบ เช่นน้ำตาลที่เราเติมในอาหาร น้ำผึ้งที่เติมลงในเครื่องดื่ม หรือน้ำเชื่อมที่โรยหน้าแพนเค้ก หรืออาหารอื่นๆ ไอซิ่งที่โรยหน้าขนมประเภทเบเกอรี่ พวกนี้เมื่อรวมๆ การกินในชีวิตประจำวันแล้วอาจให้พลังงานส่วนเกินได้ถึง 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ตามทฤษฎีการลดน้ำหนัก ถ้าลดหรือเพิ่มอาหารวันละ 500 กิโลแคลอรี ก็จะสามารถลดหรือเพิ่มน้ำหนักได้สัปดาห์ละ ? กิโลกรัม
ฉะนั้นบรรดาผู้ที่ตุ้ยนุ้ยทั้งหลาย หรือผู้ที่บริโภคน้ำตาลมากเสมอๆ ถ้าพิจารณาแคลอรีส่วนเกินที่ได้จากน้ำตาลแล้ว หากพยายามตัดออกจากชีวิตประจำวันก็จะลดน้ำหนักได้ไม่ยาก เพียงการลดปริมาณน้ำตาลที่เติมในอาหารลงครึ่งหนึ่ง ก็จะสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 12.5 กิโลกรัมใน 1 ปี
ถึงทำได้ขนาดนี้ คุณก็ยังบริโภคน้ำตาลเกินปริมาณอยู่ดี ข้อแนะนำก็คือ เราไม่ควรบริโภคน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 10 ของพลังงาน หรือหากจะน้อยกว่านั้นก็ยิ่งดี ในปริมาณที่ว่านี้จะเท่ากับน้ำตาล 12 ช้อนชา (48 กรัม) ในระดับ 2,000 กิโลแคลอรี ตัวอย่าง ผู้หญิงที่ค่อนข้างแอ็คทีฟและพยายามจะลดน้ำหนัก หากบริโภคอาหารวันละ 1,500 กิโลแคลอรี ก็ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 9 ช้อนชา หรือ 36 กรัม แต่ถ้าใครโปรดปรานน้ำอัดลม เพียงดื่มวันละกระป๋องก็ได้น้ำตาลเกินแล้ว
กินอะไรก็เจอแต่น้ำตาล
ปัจจุบันเรามีฉลากอาหารที่บอกข้อมูลโภชนาการ ซึ่งเราสามารถตรวจสอบปริมาณน้ำตาล (ตามที่ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์) ได้ ปริมาณน้ำตาลที่ระบุในอาหารเป็นปริมาณน้ำตาลรวมระหว่างน้ำตาลธรรมชาติและน้ำตาลที่เติมในอาหาร ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะดูปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปคือการอ่านส่วนประกอบในอาหารด้วย
เหตุผลหนึ่งที่คนเราบริโภคน้ำตาลเกินพิกัดคือ เรานึกไม่ถึงว่านอกจากน้ำตาลแล้ว น้ำเชื่อมชนิดต่างๆ น้ำผึ้ง น้ำผลไม้ ฟรุคโตสและกากน้ำตาล ล้วนแล้วแต่เป็นพลังงานที่ว่างเปล่า ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ให้พลังงาน ตรงกันข้าม น้ำตาลให้แต่พลังงานอย่างเดียวโดยไม่ให้สารอาหารอื่นที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ คือไม่มีวิตามินแร่ธาตุหรือกากใยอาหารเหมือนน้ำตาลธรรมชาติที่พบในผลไม้และนม จึงสมควรแล้วที่จะต้องระวังน้ำตาล
อ้วน.com ขอขอบคุณ - กรุงเทพธุรกิจ
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/