หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ทันโรคอ้วน โรคอ้วนกันเถอะ  (อ่าน 725 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อ้วน
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1120


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2009 »

ภาวะโรคอ้วนเป็นภัยคุกคามที่ค่อยๆ แทรกซึมไปสู่มนุษย์โลกทั่วทุกหย่อมหญ้า จนกลายเป็นปัญหาที่องค์การอนามัยโลก (ฮู) ยังต้องให้ความสำคัญ เพราะ ยิ่งนับวันยิ่งกลายเป็นปัญหาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากโรคอ้วนเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีโรคภัยตามมาอีกหลายโรคและทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงตามมา
          ในเมืองไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำรวจพบ มีเด็กและวัยรุ่นในกรุงเทพฯ กินอาหารฟาสต์ฟู้ดมากกว่า 1 แสนคนต่อวัน นับว่าเป็นตัวเลขค่อนข้างสูง ที่จะส่งผลให้เด็กเป็นโรคอ้วนในอนาคต ขณะที่ ศ.น.พ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าหน่วยโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ และรองหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สำรวจพบว่า คนไทยในวัยแรงงานและสูงอายุ เป็นโรคอ้วนมากถึงร้อยละ 25
          ด้วยความตระหนักถึงภัยร้ายนี้ บริษัท แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดให้มีการสัมมนาและบรรยายเชิงวิชาการในหัวข้อ Obesity Management : The Cardiovascular Benefits ให้แก่แพทย์ในสาขาอายุรแพทย์จากทั่วประเทศ โดยมี ศาสตราจารย์ ดับเบิลยู ฟิลิป ที.เจมส์ กรรมการผู้จัดการ คณะทำงานเฉพาะกิจโรคอ้วนระหว่างประเทศ รองประธานอาวุโสสมาคมเพื่อการศึกษาโรคอ้วนระหว่างประเทศ จากประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นผู้ให้ความรู้เบื้องลึก และประโยชน์ของการควบคุมโรคอ้วน
          "โรคอ้วน เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งของโลก และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย เหตุผลที่ผมเดินทางมาในครั้งนี้ก็เพื่อประชุมร่วมกับบุคคลสำคัญระดับประเทศ ให้ตระหนักถึงปัญหาและความรุนแรงของ "โรคอ้วน" และจัดตั้งคณะทำงานเพื่อที่จะหาแนวทางป้องกัน รักษา ตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ" ศาสตราจารย์ ดับเบิลยู ฟิลิป ที.เจมส์ กล่าว
          โรคอ้วน ไม่ได้ส่งผลต่อความงามเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลต่อสุขภาพด้วย ยิ่งอ้วนมากก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด นิ่วในถุงน้ำดี ข้อเข่าเสื่อม หรือแม้กระทั่ง โรคมะเร็ง
          "ผมมาเมืองไทยหลายครั้ง พบความเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้รถเป็นพาหนะเดินทาง มีน้อยคนที่จะเดินหรือขี่จักรยานเพราะสภาพแวดล้อมไม่อำนวย  มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทำให้คนไทยมีเวลาออกกำลังกายน้อยลง อาหารของคนไทยก็เปลี่ยนไปคล้ายกับประเทศทางตะวันตกมากขึ้น ทั้งขนมปัง และอาหารทอด ซึ่งทำให้คนไทยเกิดโรคอ้วนทั้งนั้น"
          ศาสตราจารย์ ดับเบิลยู ฟิลิป ที.เจมส์ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ตามมาจากโรคอ้วนที่อยากพูดถึงคือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย จากที่ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวานสูงถึง 9% และ 5 อันดับของประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานสูงสุดของโลกนั้น เป็นแถบเอเชียถึง 4 ประเทศ
          การลดน้ำหนักลงได้เพียง 5% ของน้ำหนักตัว จะลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานได้ถึง 30% และถ้าลดน้ำหนักลงได้ 10% จะสามารถมีชีวิตยืนยาวได้อีกถึง 6 ปี  โดยเฉพาะในเด็กหากครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน เมื่อมีน้ำหนักมากหรืออ้วน ก็เสี่ยงที่เป็นผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวาน ความดันสูง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การดูแลรักษาผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วน ต้องควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการกินยาลดน้ำหนัก ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งยาที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศทั่วโลก มีอยู่ 2 ตัว
          "ผมมีประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยอ้วนด้วยยาซิบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีในการลดน้ำหนัก ปลอดภัย ไม่ทำให้ติดหรือดื้อยา ไม่มีผลทำให้เกิดประสาทหลอน ทานแล้วจะรู้สึกอิ่มเร็วและนานขึ้น จึงรับประทานอาหารได้น้อยลง ช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้น และใช้ติดต่อกันได้นานถึง 2 ปี" ศาสตราจารย์ ดับเบิลยู ฟิลิป ที.เจมส์ กล่าว
          ถึงจะกินยา ถ้าจะให้ผลดีก็ควรทำควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้มีสุขภาพกายที่ดีแข็งแรงและห่างไกลจากโรคร้ายที่จะคืบคลานเข้ามา
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: