อย่างไรจึงเรียกว่าโรคอ้วน
โรคอ้วนเป็นโรคที่เกิดจากร่างกายมีพลังงานสะสมมากเกินไป โดยส่วนใหญ่เกิดจากการที่ร่างกายรับประทานอาหารในปริมาณมาก หรือเป็นอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานสูง รวมทั้งปัจจุบันมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น กิจวัตรประจำวันของคนเราจะทำงานอยู่ในอาคาร นั่ง ๆ นอน ๆ เดินน้อยลง เวลาก็เร่งรีบ ไม่มีเวลาออกกำลังกายจึงทำให้มีพลังงานสะสมในร่างกายมากเกินไป เป็นเหตุโดยส่วนใหญ่ที่นำมาซึ่งโรคอ้วนในปัจจุบันนี้ผลกระทบจากการเกิดโรคอ้วน
- ด้านร่างกาย ส่วนใหญ่จะทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากผู้ใหญ่อ้วนก็จะนำไปสู่โรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ เส้นเลือดหัวใจตีบทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะการหายใจลำบาก มีอาการปวดขา เป็นโรคเกาต์ หรือโรคมะเร็งได้ จากโรคที่กล่าวมานี้ โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่นเราพบโรคดังกล่าวที่เด็กเป็นเหมือนกับผู้ใหญ่ ซึ่งเมื่ออดีต 10-20 ปีที่ผ่านมาในเด็กวัยรุ่นจะพบโรคเหล่านี้น้อยมาก จากข้อมูลของโรงพยาบาลศิริราชพบว่า มีเด็กอ้วนเป็นโรคเบาหวานร้อยละ 2.4 ทั้ง ๆ ที่เด็กเหล่านี้ไม่มีอาการแสดงของโรค และมากกว่าร้อยละ 30 พบว่ามีไขมันคอเลสเตอรอลสูง และเมื่อแพทย์ตรวจละเอียดมากขึ้นอีก โดยดูการเผาผลาญพลังงานมีความผิดปกติหรือไม่ พบว่ามีความผิดปกติถึงร้อยละ 30-40 ซึ่งอัตราตัวเลขเหล่านี้จะเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก มีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นทางด้านร่างกายจึงเป็นผลเสียแน่นอน
- ด้านจิตใจ วัยรุ่นเป็นวัยที่รักสวยรักงาม เพราะฉะนั้นจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตัวที่ไม่เหมือนเพื่อน เข้ากับกลุ่มเพื่อนไม่ได้ ปรับตัวยาก การเข้าเรียน โดยข้อมูลจากต่างประเทศพบว่า คนอ้วนหรือนักศึกษาที่อ้วน เมื่อจบแล้วโอกาสจะเข้าทำงานน้อยกว่าคนน้ำหนักตัวปกติ หรือเมื่อทำงานแล้วระดับของเงินเดือนก็จะน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผลการเรียนหรือความสามารถอื่น ๆ ที่เท่า ๆ กัน อีกประการ คือจะส่งผลต่อผลการเรียนด้วย เนื่องจากคนอ้วนมากเวลากลางคืนจะนอนหลับไม่สนิทจะพลิกไปพลิกมาทำให้ง่วงนอนตอนกลางวัน ซึ่งพบได้บ่อยแม้กระทั่งเด็กอ้วนอายุ 9-10 ขวบยังไม่ทันเข้าวัยรุ่น คุณแม่จะพามาพบแพทย์เพราะคุณครูแจ้งว่าผลการเรียนแย่ลง แล้วนั่งหลับในห้องเรียนตลอดเวลา แม้กระทั่งมานั่งรอตรวจยังนั่งหลับเลย ตรวจพบว่ากลางคืนเด็กนอนไม่ได้จะผุดลุกผุดนั่ง ออกซิเจนที่ได้รับก็ต่ำ แพทย์จะแก้ไขและแนะนำให้ลดน้ำหนักตัว ผลการเรียนก็ดีขึ้นการลดน้ำหนักทางการแพทย์มีวิธีการอย่างไร
ในทางการแพทย์ เมื่อรู้ตัวว่าอ้วนแล้ว ก็ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของโรคอ้วนว่าเกิดจากอะไร หรือบางครั้งสาเหตุของความอ้วนอาจจะเกิดจากความเจ็บป่วยอยู่ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของฮอร์โมนบางอย่างที่ทำให้เสียสมดุลในร่างกาย เช่น มีฮอร์โมนต่อมหมวกไตที่มากเกินไป หรือมีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์บกพร่อง ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นได้ หากมาตรวจร่างกายเราจะสามารถรักษาโรคอ้วนที่เป็นสาเหตุจากความเจ็บป่วยนั้น ๆ ได้ แต่หากอ้วนที่เกิดจากภาวะโภชนาการเกินจริง ๆ ตรงส่วนนี้ วิธีการลดน้ำหนักจะต้องแก้ที่สาเหตุที่ทำให้มีน้ำหนักเกิน คงต้องดูรายละเอียดว่า โภชนาการอาหารที่รับประทานไปนั้นมีอะไรมากเกินไปบ้าง เราควรลดหรือเพิ่มสารอาหารบางอย่างอย่างไร อีกข้อคือ จะต้องมีการเผาผลาญพลังงานให้มากขึ้น ก็คงต้องมีการแนะนำให้มีการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น น้ำหนักมากเกินไป ควรจะเริ่มออกกำลังกายอย่างไรบ้าง ซึ่งแพทย์จะมีสูตรที่ทางแพทย์มีไว้แนะนำให้คนไข้ปฏิบัติตามลดน้ำหนักด้วยตนเองอย่างไรจึงปลอดภัย
ก่อนอื่นคงต้องสำรวจตนเองก่อนว่าเรารับประทานอาหารอย่างไร โดยพื้นฐานคนปกติจะรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่น้ำหนักเกินมักจะรับประทานอาหารได้ เรื่อย ๆ ตลอดเวลา หากการรับประทานยังเป็นอยู่อย่างนั้น สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ คือ ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน โดยจำกัดอาหารให้รับประทานเป็นมื้อ ๆ อย่ากินจุบจิบ น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำเปล่า ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม หากลดน้ำอัดลมได้ ในระยะเวลา 2 สัปดาห์น้ำหนักจะหายไป 1-2 กก. ซึ่งจะเห็นผลชัดเจน
นอกจากนี้ ยังต้องดูรายละเอียดของอาหารที่เรารับประทานว่าเป็นอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานสูงหรือไม่ เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารทอด ๆ ทั้งหลาย ของมัน ๆ เราควรลดปริมาณตรงส่วนนี้ ซึ่งหากเราเคยรับประทานอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว 3 ทัพพี ให้ลดลง 2 ทัพพี 1 1/2 ทัพพี และฝึกเคี้ยวให้ช้าลง จะทำให้เรารับประทานอาหารได้น้อยลง สิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติต่อไปก็คือ การออกกำลังกาย และเราควรสังเกตตนเองว่าเป็นคนที่ทำอะไร ช้า ๆ หรือไม่ เวลาขึ้นบันไดชั้นเดียวใช้ลิฟต์ใช้บันไดเลื่อน เราควรเพิ่มกิจกรรมเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตรประจำวันให้เพิ่มมากขึ้น เมื่อเราใส่ใจทำในลักษณะอย่างนี้ น้ำหนักของเราค่อนข้างคงที่แล้ว ควรใส่ใจชั่งน้ำหนักประเมินดูตนเอง เสมอ ๆ ว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยปกติน้ำหนักควรจะคงที่จึงจะถือว่าดี เหล่านี้สามารถช่วยให้ลดน้ำหนักได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัย.
อ้วน.com ขอขอบคุณ - เดลินิวส์
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/