หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: บันได 6 ขั้นสู่ความผอม ทางใหม่คนฉลาดเลือก  (อ่าน 628 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อ้วน
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1120


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2009 »

ความอ้วนดูจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนที่นิยมการรับประทานอาหารสารพัดประเภทเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวัยรักสวยรักงาม ตามค่านิยมของยุคสมัยที่ต้องผอมเข้าไว้
          สูตรลดน้ำหนักด้วยกลวิธีต่างๆ จึงถูกนำเสนอให้เหล่าผู้บริโภคได้เลือกใช้บริการ กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตมีอยู่ทั่วทุกมุมเมือง
          เรื่องของสูตรลดน้ำหนักที่แพร่หลายอยู่ในหมู่ผู้อุดมไขมันนั้นมีหลายสูตร เช่น คุมอาหาร 3 วัน ลดลง 4.5 กิโลกรัม และขณะนี้มีสูตรใหม่ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มหญิงสาว โดยจะมีตารางควบคุมอาหารทั้งสัปดาห์คือ 7 วัน มีคำรับประกันว่า ถ้าปฏิบัติตามตารางลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัด เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ น้ำหนักจะลดลงประมาณ 9 กิโลกรัม
          สูตรอาหารดังกล่าวถ้าควบคุมอาหารภายใน 7 วัน โดยเมื่อปฏิบัติตามนี้แล้วสัปดาห์แรกจะลดน้ำหนักได้ประมาณ 4 กิโลกรัม และปฏิบัติตั้งต้นใหม่จนครบ 2 สัปดาห์จะลดน้ำหนักได้ ประมาณ 9 กิโลกรัม และในสูตรนี้ยังระบุอีกว่าน้ำหนักจะไม่ขึ้นอีกเลย โดยระหว่างที่ปฏิบัติตามสูตรนี้ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและห้ามดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
          เริ่มต้นวันที่ 1 มื้อเช้าทาน เครื่องดื่มที่ไม่ใส่น้ำตาล(มากเท่าไหร่ก็ได้) มื้อเที่ยงทาน ไข่ต้ม 2 ฟอง,ผักโขมจีน,ตำลึง(ทำอะไรก็ได้ใส่เกลือน้อยๆ) มื้อเย็นทาน เนื้อสันทอดน้ำมันน้อยๆ,สลัดผักเขียวและผลไม้อะไรก็ได้ตามต้องการ
          วันที่ 2 มื้อเช้าทาน กาแฟดำกับขนมปัง 1 ก้อน(ประมาณ 2-3 แผ่น) มื้อเที่ยงทาน สเต็กก้อนใหญ่ สลัดผักเขียวและผลไม้อะไรก็ได้ตามต้องการ มื้อเย็นทาน หมูทอดหรือแฮม(ตามต้องการ)
          วันที่ 3 มื้อเช้าทาน กาแฟดำกับขนมปัง 2 ก้อน มื้อเที่ยงไข่ต้ม 2 ฟอง,สลัดผักเขียวและผลไม้อะไรก็ได้ตามต้องการ มื้อเย็น ทานเนื้อสัตว์หรือแฮม ตามต้องการ
          วันที่ 4 มื้อเช้ากาแฟดำกับขนมปัง 1 ก้อน มื้อเที่ยงทาน ไข่ต้ม 1 ฟอง หัวแครอทต้มหรือดิบกับเนยแข็ง(เนยสวิส) ตามต้องการ มื้อเย็นทาน ผลไม้และโยเกริ์ต(นมเปรี้ยว)
          วันที่ 5 มื้อเช้าทาน กาแฟดำกับขนมปัง 1 ก้อน มื้อเที่ยง ทานปลานึ่งและมะเขือเทศ มื้อเย็น ทานเนื้อสันทอดและสลัดผักเขียว
          วันที่ 6 มื้อเช้าทาน กาแฟดำกับขนมปัง 1 ก้อน มื้อเที่ยง ไก่ย่างหรือต้มตามต้องการ มื้อเย็น ไข่ต้ม 1 ฟอง,หัวแครอทหรือหัวไชเท้าต้ม
          วันที่ 7 มื้อเช้าทาน ชาชงใส่มะนาว มื้อเที่ยงทาน ผลไม้ตามต้องการ มื้อเย็น ทานอะไรก็ได้ตามต้องการ
          นายสง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข 9 กรมอนามัย และนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวถึง สูตรคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักภายใน 7 วันที่กำลังฮิตที่ว่านี้ ว่า
          "การลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารหรือกินยาเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายกับตัวเองได้ จากสูตรการคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักภายใน 2 สัปดาห์ ระบุว่าสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 9 กิโลกรัมถือว่าเป็นการลดน้ำหนักที่มากเกินไป อาจจะเป็นอันตรายกับร่างกาย เพราะการลดน้ำหนักที่ถูกต้องควรค่อยเป็นค่อยไปไม่เกิน 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ วิธีการที่ดีที่สุดคือ การควบคุมอาหารไปพร้อมกับการออกกำลังกายควบคู่กัน
          จากการพิจารณาชนิดของอาหารแต่ละมื้อพบว่า อาหารที่มีในสูตรนี้ไม่ใช่อาหารไทย และคุณค่าของอาหารในแต่ละมื้อก็ไม่ครบ 5 หมู่ด้วย อีกทั้งยังทำให้สับสนว่าสามารถรับประทานผลไม้ชนิดใดและจำนวนเท่าใดก็ได้ ซึ่งหากผู้ที่สนใจรับประทานทุเรียนหรือมะม่วงก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้เช่นกัน และมื้ออาหารจะหนักไปที่มื้อใดมื้อหนึ่ง เช่น มีการทานเนื้อสันทอด
          ที่ว่ามื้อเย็นของวันที่ 7 ระบุว่าอยากทานอะไรก็ได้ตามต้องการ ในส่วนนี้ถือว่าไม่ถูกต้องนักหากเลือกทานขาหมู การลดน้ำหนักคงไม่ได้ผล และน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็ว 1 สัปดาห์ประมาณ 4 กิโลกรัม อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ และการทานเช่นนี้อาจคุมน้ำหนักได้ระยะเวลาเดียวเท่านั้น ซึ่งภายหลังอาจจะทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มเท่าเดิมได้" นักโภชนาการกล่าว
          นายสง่า แนะนำวิธีที่น่าจะได้ผลมากกว่าการควบคุมอาหารตามสูตรดังกล่าวซึ่งเรียกว่า บันได 6 ขั้น สู่การลดความอ้วน คือ
          ขั้นที่ 1.กินอาหารให้ครบ 5 หมู่และครบ 3 มื้อ ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
          ขั้นที่ 2.ลดอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และอาหารที่มีรสหวาน โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ทุเรียน มะม่วง ละมุด
          ขั้นที่ 3.การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารมากๆ เช่นผักที่ต้มหรือลวก และผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เพราะผักและผลไม้มีแคลอรี่ที่ต่ำมากและมีใยอาหารดูดซับไขมันและน้ำตาลออกจากร่างกายให้เกิดความสมดุล
          ขั้นที่ 4.เลิกการรับประทานจุกจิบ
          ขั้นที่ 5.การออกกำลังกายครั้งละประมาณ 20-30 นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้น้ำหนักลดลงไม่เกิน 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
          ขั้นที่ 6.ที่ยากที่สุดและคนส่วนใหญ่จะตกม้าตาย คือ การตั้งใจที่จะลดน้ำหนักอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตามใจปาก เพราะหากลดได้แล้ว เห็นอาหารอร่อยและรับประทานอาจทำให้น้ำหนักขึ้นได้
          "ข้อดีของบันได 6 ขั้นสู่การลดน้ำหนักคือไม่สิ้นเปลืองเงิน และเป็นการรับประทานอาหารตามวิถีชีวิต ไม่ใช่รับประทานอาหารตามชาวตะวันตก ที่มีกินเนื้อสัน กาแฟดำแทนอาหารแต่ละมื้อ เป็นการสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีและจะเป็นการลดน้ำหนักที่ถาวรไม่กลับมาอ้วนอีก ทั้งนี้ควรอาศัยระยะเวลาในการลดเพราะร่างกายอาจเป็นอันตรายหากลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน" นายสง่าสรุปในตอนท้าย
          จะเลือกเร็วแล้วอันตราย หรือช้าแต่ปลอดภัยกว่า--สุดแล้วแต่ผู้มีน้ำหนักเกินมาตรฐานทั้งหลายจะเลือก
         
          ผลพวงจากยาลดน้ำหนัก
          น.ส.เยาวภา ชุ่มชัยพฤกษ์ อายุ 21 ปี อาชีพนักศึกษา ส่วนสูง 165 เซนติเมตร น้ำหนัก 73 กิโลกรัม "ตอนนี้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาก ทั้งๆ ที่ทานอาหารเท่าเดิม และปัจจุบันนี้เป็น โรคไทรอยด์เป็นพิษ เนื่องมาจากการกินยาลดความอ้วน
          เมื่อก่อนก็ไม่ได้อ้วนอะไรมากมาย แต่เห็นเพื่อนกินกันก็เลยอยากลอง ปรากฏว่าน้ำหนักตัวลดลงเร็วมาก สามารถลดได้ถึง 10 กิโลกรัมต่อเดือน ในช่วงที่กินยาใหม่ๆ นั้นจะรู้สึกว่าไม่อยากกินข้าว หรืออาหารเลย เพราะจะมีความเชื่อที่ว่า ถ้ากินเข้าไปแล้วเดี๋ยวไม่ผอม แต่จะมีอาการหน้ามืด หงุดหงิด ใจสั่น ตาคล้ำ นอนไม่หลับ ยอมรับว่าทรมานมาก และไม่ได้ลดเพื่อให้ตัวเองหุ่นดีอะไร แต่แค่ต้องการให้ใส่เสื้อผ้าได้เท่านั้น
          หลังจากกินได้ชุดหนึ่ง หมอก็นัดไปเอายาเรื่อยๆ จนกระทั่งหมอนัดไปเอายาหยุด คือหลังจากที่กินยาไปสักระยะหนึ่งเขาก็จะมียาหยุดให้ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่กลับมาอ้วนอีก ส่วนตัวแล้วไม่ได้กินยาหยุดเพราะคิดว่าคงหยุดเองได้ แต่ปรากฏว่าอ้วนขึ้นกว่าเดิมจนน้ำหนักเกือบ 80 กิโลกรัม จนต้องไปหาหมอ แต่ครั้งนี้เปลี่ยนหมอรวมแล้วก็ 4 หมอ 4 แห่ง ที่ดังๆ ก็ไปมาหมดแล้ว เสียเงินค่ายาไปประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน จึงคิดได้ว่าเราสิ้นเปลืองกับตรงนี้ไปมาก และสภาพร่างกายแม้จะผอมแต่ก็ไม่มีความสุข หงุดหงิดตลอดเวลา จึงคิดที่จะหยุดการกินยาลดความอ้วน"
          เธอเล่าถึงสาเหตุของการเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษอีกว่า
          "หลังจากที่หยุดยาแล้วก็ปรากฏว่า ไม่สบาย คอบวม หน้าบวม เสียงแหบ อ่อนเพลีย พอหมอเจาะเลือดดูก็พบว่าไทรอยด์เป็นพิษ สาเหตุก็เนื่องมาจาก ในร่างกายมีการสร้างสารสเตียรอยด์มากเกินไป ซึ่งโรคนี้จะมีสองอย่างคือ อ้วนกับผอม แต่กรณีนี้เกิดจากการกินยาลดความอ้วน เพราะในยาลดความอ้วนนั้นจะมีสารนี้อยู่มาก ตอนนี้ก็ต้องไปหาหมอทุกอาทิตย์ และใช้เงินมากกว่าตอนไปซื้อยาลดความอ้วนมากินเสียอีก"
          "หลังจากที่หยุดกินยาลดความอ้วนสุขภาพจิตก็ดีขึ้น แม้ว่าจะอ้วนขึ้นแต่ก็มีความสุขกว่าตอนที่กินยา ตอนนี้ก็เหลือเพียงกินยาตามที่หมอสั่งและทำร่างกายตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ แต่คงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่ร่างกายจะปกติ"
          น.ส.วลีพร แก้วเทศ อายุ 24 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว น้ำหนัก 55 ก.ก. ส่วนสูง 160 ซ.ม. เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยพยายามกำจัดส่วนเกินของร่างกายด้วยการใช้ยา
          "เมื่อก่อนเคยทานยาลดความอ้วน ทำให้น้ำหนักลดลงเหลือ 55 ก.ก. จากนั้นก็ไม่ได้กลับไปกินอีก  เพราะคิดว่าเรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่ใจ ต่อให้กินยาลดแค่ไหน ถ้าเราควบคุมตัวเองไม่ได้ก็ต้องอ้วนอยู่ดี ตอนนี้ก็มีออกกำลังกาย เช่น เดินขึ้นลงบันได ซิตอัพ ดื่มน้ำเยอะๆ ทานแต่พออิ่ม ไม่มากเกินไป เพราะร่างกายจะเผาผลาญไม่ทัน
          ส่วนใหญ่แล้วคนที่อ้วนจะมีจิตใจอ่อนแอ ใครบอกอะไรก็เชื่อ เพื่อให้ตัวเองดูดีแล้วยอมทำได้ทุกอย่าง"



อ้วน.com ขอขอบคุณ - มติชน
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: