ปกติแล้วเรามักได้ยินชื่อผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเรียกนำหน้าว่า "ยา" มากมาย บ้างก็คือ ยาจริงๆ บ้างก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดชองผู้บริโภคคิดว่าเป็นยา เพราะรูปลักษณ์คล้ายยา และโฆษณาในเชิงรักษาโรค เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องดื่มสกัดจากสมุนไพร เป็นต้น และมีทั้งผลิตภัณฑ์ที่รู้แน่นอนว่าไม่ใช่ยา แต่กลับถูกเรียกติดปาก โดยมีคำนำหน้าว่า ยา เช่น ยาฆ่าแมลง ยาสระผม ยาสีฟัน เป็นต้น และแบบไหนล่ะที่เรียกว่า "ยา"
ตาม พ.ร.บ. พ.ศ.2510 แก้ไขโดย พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ระบุไว้ว่า "ยา" คือ วัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ หรือวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทารักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์ หรือ วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป หรือวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง การกระทำหน้าที่ใดๆ ของร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีใช้ในการเกษตรกรรม, อาหาร, เครื่องกีฬา, เครื่องมือแพทย์, เครื่องสำอาง, เครื่องมือเครื่องใช้ในห้องแล็บ หรือ เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบโรคศิลปะ/ วิชาชีพเวชกรรม เป็นต้น
"ภัยของการรู้ไม่เท่าทัน อันตรายอาจมาเยือนโดยไม่รู้ตัว"
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจว่าเป็น "ยา" แต่ไม่ใช่ "ยา" หรือแม้แต่รับประทานยาที่อวดอ้างเกินกว่าสรรพคุณที่ได้รับอนุญาตเสียโอกาสรักษา โรคไม่หาย กลับทรุดหนัก
ในงานเสวนาเรื่อง "รู้เท่าทันการโฆษณาสินค้าหลอกลวง" ที่กระทรวงสาธารณสุขจัดในงานครบรอบ 90 ปีของกระทรวง ณ เมืองทองธานี ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ารับฟัง ภญ.พนิตนาฏ คำนุ้ย หัวหน้ากลุ่มควบคุมกำกับดูแลการโฆษณายา กองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากรได้ให้ข้อมูลน่าสนใจ เตือนใจให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า มีภัยรูปแบบนี้อยู่ในสังคมปัจจุบัน โดยมีผู้ประกอบการบางกลุ่ม อาศัยช่องทางการทำมาหากิน โดยโฆษณาทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นยา เชิญชวนให้ใช้ผลิตภัณฑ์ตนเองเพื่อรักษาโรคร้ายแรง หรือเรื้อรังที่เป็นอยู่ แม้แต่การอวดอ้างสรรพคุณยาเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์/ การขายตรง ซึ่งควบคุมได้ยาก หากประชาชนหลงเชื่อนำมาใช้รักษาโรคโดยไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรับยาหรือข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม อาจเป็นการตัดโอกาสการรักษาตัวเอง ผลร้ายที่พบ โรคไม่หายกลับทรุด กว่าจะรู้ตัว ก็สายเกินแก้ ผู้บริโภคจึงควรต้องมีความรู้เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันตนเอง และบุคคลใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภัยตามมา
ในการแยกแยะเบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์ที่โฆษณานั้นเป็นยาจริงๆ หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจว่าเป็น "ยา" แต่ไม่ใช่ "ยา" กันแน่ ดูได้ที่ฉลาก สำหรับยาที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายได้ จะแสดงเลขทะเบียนตำรับยาบนฉลาก ไม่ใช่เครื่องหมาย อย.อย่างที่หลายคนเข้าใจ เช่น ถ้าเป็นยาแผนโบราณสำหรับมนุษย์ผลิตในประเทศ เลขทะเบียนตำรับยา คือ G ...(ลำดับที่) /...(พ.ศ.) เช่น G 1/50 ยาแผนโบราณนำเข้าสำหรับมนุษย์นำเข้า/ สั่งเข้ามาในประเทศ คือ K ...(ลำดับที่) / ...(พ.ศ.) หรือถ้าเป็นยาแผนปัจจุบันสำหรับมนุษย์ผลิตในประเทศที่มีตัวยาออกฤทธิ์เพียงตัวเดียว เลขทะเบียนตำรับยา คือ 1A ...(ลำดับที่) / ...(พ.ศ.) เป็นต้นแต่หากพบการโฆษณาในสื่อต่างๆ ให้ดูที่ "เลขที่ใบอนุญาตโฆษณา" ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ยาที่ได้รับอนุญาตให้โฆษณากับประชาชนทั่วไปจะต้องมีเลขที่ใบอนุญาตโฆษณา โดยจะมีอักษรย่อ ฆท. ...(ลำดับที่) / 25..(พ.ศ.) เช่น ฆท. 99/2552 เป็นต้น ปรากฏอยู่ในสื่อโฆษณานั้นๆ ด้วย
สำหรับประชาชนหากพบผลิตภัณฑ์ใดโฆษณาอ้างรักษาโรคมะเร็ง/ อัมพาต/ วัณโรค โรคเรื้อน โรคอาการของสมอง หัวใจ/ ปอด/ ตับ/ ม้าน/ ไต แน่ใจได้เลยว่า อย.ไม่อนุญาตให้โฆษณาแน่นอน เนื่องจากมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขห้ามโฆษณาโรคร้ายเหล่านี้ต่อประชาชนทั่วไป โรคเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแนะนำจากแพทย์ หรือเภสัชกร ถ้าประชาชนหลงเชื่อ อาจขาดโอกาสในการรักษาตัวเอง หรือแม้จะไม่ได้รับอันตรายจากการรับประทาน แต่อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ นอกจากนี้ถ้าพบการโฆษณาว่าเป็นยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ ยาคุมกำเนิด ยาขับประจำเดือน ยาทำแท้ง ยาปลุกเซ็กส์ รักษาไทรอยด์/ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาสิว-ฝ้า หรือบอกว่า กินแล้วหายทันที วิเศษ ยอดเยี่ยม ปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง ตัวอย่างข้อความโฆษณาที่ยกข้างต้นนั้นล้วน "ขัดต่อกฎหมาย" เพราะแม้แต่ในผลิตภัณฑ์ยา ยังไม่อนุญาตให้โฆษณาข้อความดังกล่าวต่อประชาชนเลย จึงไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีการโฆษณาดังกล่าวมาใช้
รู้แบบนี้แล้ว ก่อนเชื่อ ก่อนซื้อ ก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัย ควรพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน สิ่งสำคัญคือ อย่าหลงเชื่อเพียงคำโฆษณา และหากจะซื้อยา ควรซื้อจะร้านขายยาที่มีใบอนุญาต ถ้ามีข้อสงสัย หรือพบโฆษณาที่ดูดีควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้ในการให้คำแนะนำที่ถูกต้อง และหากใช้แล้วควรสังเกตอาการตนเองด้วยหากพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นให้หยุดใช้ นอกจากนี้ ไม่ควรเสี่ยงซื้อยาตามที่มีโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต เพราะอาจเป็นยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยากับ อย หรือแม้แต่เป็นยาปลอมที่ไม่มีผลในการรักษา อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วย และหากพบเห็นการโฆษณายาเกินจริงแจ้งได้ที่สายด่วน อย.หมายเลข 1556 หรือ 02-590-7354-55 เพราะคุณเท่านั้นที่ดูแลตัวคุณเองได้ดีกว่าใคร
รู้เท่าทันรูปแบบโฆษณายาหลอกลวง/ ผิดกฎหมาย
ภญ.พนิตนาฏ คำนุ้ย ได้บอกเล่าประสบการณ์ที่พบในการตรวจสอบโฆษณายาบางส่วน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ใส่ใจสุขภาพ เพื่อให้รู้เท่าทันและเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่า ควรเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งเทคนิคโฆษณาที่พบมีการหลอกลวง มีดังนี้
- มีการแจกแจงสรรพคุณส่วนประกอบของสมุนไพรแต่ละชนิดที่มีอยู่ในยานั้น เช่น โด่ไม่รู้ล้ม บำรุงความกำหนัด แก้ปัสสาวะพิการ หรือ โสมจีน แก้เสื่อมทางเพศ เสริมภูมิต้านทาน เป็นต้น เสมือนกินแล้วจะได้ผลตามสรรพคุณของสมุนไพรนั้น ซึ่งที่จริงแล้วการออกฤทธิ์ของยาจะเป็นการออกฤทธิ์โดยรวม ซึ่งยาที่โฆษณานั้นเป็นเพียงยาแผนโบราณ/ ยาสมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณเพียงแค่ บำรุงร่างกายเท่านั้น
- นำเสนอผู้มีประสบการณ์การใช้ยา โดยนำบุคคลที่ป่วยมาถ่ายรูป ระบุที่อยู่สัมภาษณ์ว่าเป็นโรคอะไร พร้อมบอกว่ารับประทานยา แล้วหายจากโรคนี้แล้วเพราะรับประทานยาที่อยู่ตามโฆษณา ซึ่ง อย.ได้ส่งหนังสือไปยังบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างตามที่อยู่ซึ่งระบุไว้ในโฆษณา เพื่อให้ทราบว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฏหมาย เพราะกฎหมายยา ห้ามรับรองยกย่องสรรพคุณโดยบุคคลอื่น สิ่งที่ได้รับการตอบกลับมานั้นคาดไม่ถึง เช่น ได้รับใบมรณะบัตรส่งกลับมาว่าบุคคลนั้นเสียชีวิตแล้ว หรือแจ้งว่าได้รับการชักชวนจากเพื่อนให้ไปเข้าร่วมสัมมนา และถูกจับตัวถ่ายรูปโดยไม่ทราบว่าถูกนำไปใช้ในการโฆษณา เป็นต้น
- โฆษณายาระบายกลุ่มที่เป็นสมุนไพร ซึ่งเป็นยาที่มีสรรพคุณเป็นยาระบาย บรรเทาอาการท้องผูก แต่อ้างว่าละลายไขมัน/ ลดความอ้วน/ ลดน้ำหนัก หรือใบยาแผนโบราณบางตัวก็โฆษณาว่าเป็นยากดเพิ่มภูมิต้านทานหรือเป็นยารักษาน้ำเหลืองเสียง แต่อวดอ้างว่ารักษาเอดส์ เป็นต้น
อ้วน.com ขอขอบคุณ - มติชน
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/