โรคอ้วน มหันตภัยร้ายของชีวิต คนที่อ้วนมากเกินไปย่อมไม่ดี นอกจากจะทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว ไม่คล่องตัวแล้ว ยังทำให้มีโอกาสเป็นโรคต่างๆมากขึ้น ได้แก่ ข้อกระดูกเสื่อม เกิดอาการปวดเข่า ปวดหลัง และปวดสะโพก โรคเบาหวาน โรคหัวใจล้มเหลว โรคความดันโลหิตสูง และโรคถุงน้ำดีในผู้หญิงสูงอายุที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกหักได้ง่ายขึ้นเมื่อล้มลง
สาเหตุของโรคอ้วน
1.พันธุกรรม ถ้าพ่อแม่เป็นโรคอ้วน ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคอ้วนสูง
2.รับประทานอาหารมากเกินไปแล้วไม่มีเวลาออกกำลังกาย กล่าวคือพลังงานที่ได้รับจากการรับประทานมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในการออกกำลังกาย คือชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรีสูง เช่น หนังไก่ทอด มันหมู หมูสามชั้น ขาหมู ครีม เค้ก ฯลฯ แล้วไม่ยอมหาเวลาว่างออกกำลังกายเพื่อให้มีการใช้พลังงานที่ได้รับเข้ามา
3.พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีการใช้พลังงานต่ำ และทำให้เสียโอกาสในการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องนั่งเฉยๆบนรถยนต์หลายชั่วโมงต่อวัน ลักษณะงานที่ต้องนั่งทำงานตลอดเวลา พฤติกรรมชอบรับประทานอาหารจุกจิก เป็นต้น
4.โรคบางชนิด เช่น Cushings Syndrome ซึ่งจะทำให้ร่างกายของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อ้วน สาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปรกติของฮอร์โมนในร่างกายจนทำให้อ้วนบริเวณใบหน้า ลำตัว ต้นคอด้านหลัง แต่แขนและขาจะเล็ก ไม่มีแรง ในกรณีนี้จะต้องรักษาที่ต้นเหตุคือฮอร์โมนที่มีความผิดปรกติจึงจะสามารถหายอ้วนได้
การรักษาโรคอ้วน
การลดน้ำหนักที่ถูกวิธีคือ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหากลองใช้วิธีเหล่านี้แล้วไม่ได้ผล การใช้ยาลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกวิธีร่วมด้วยจะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีขึ้น การรักษาโรคอ้วนหลักใหญ่มีดังนี้
1.การควบคุมอาหาร (Dietary Therapy) โรคอ้วนเกิดจากการที่ได้รับพลังงานมากกว่าความต้องการ ดังนั้น การควบคุมการรับประทานอาหารจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาโรคนี้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง ได้แก่ อาหารกลุ่มไขมัน เนื่องจากในปริมาณน้ำหนักอาหารที่เท่ากันไขมันจะให้พลังงานมากกว่าอาหารจำพวกแป้งถึง 2.5 เท่า โดยต้องควบคุมอาหารที่มีไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของแต่ละมื้ออาหาร Low calories diet การลดปริมาณแคลอรีวันละ 500–1,000 กิโลแคลอรี จากที่เคยได้รับเป็นประจำจะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้
2.การออกกำลังกาย (Physical Activity) ใช้พลังงานมากขึ้นโดยการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยในการลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจและระบบการหายใจทำงานแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
3.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavior Therapy) การให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (lifestyle) เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้การควบคุมอาหาร (Dietary Therapy) และการออกกำลังกาย (Physical Activity) ปฏิบัติได้ง่ายขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้การลดหรือควบคุมน้ำหนักประสบผลสำเร็จได้ดีขึ้น
4.การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy) ปัจจุบันมีการใช้ยาลดความอ้วนกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยปรกติแพทย์จะพิจารณาให้ยาลดน้ำหนักในผู้ที่มีดัชนีมวลกายระหว่าง 25-30 kg./m2
เทคนิค 7 ข้อในการกินอย่างไรไม่ให้อ้วน
1.เลิกกินไขมัน
ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี ต่อไปนี้ขอให้คุณเลิกเด็ดขาดกับอาหารประเภททอด ผัด นมเนยต่างๆ ตลอดจนตับ ไต เครื่องในสัตว์ และอาหารผสมกะทิทุกชนิด
2.เลิกกินขนม
ถ้าของชอบของคุณคือไอศกรีม ข้าวโพดคั่ว มันฝรั่งทอด ขนมหวาน และอื่นๆอีกมากมาย ขอให้ทำใจเลิกมองเสียแต่วันนี้
3.เลิกกินจุบกินจิบ
ของว่าง ของกินเล่น หรืออาหารระหว่างมื้อ ขอให้เลิกเด็ดขาด ถ้าว่างมากหาอะไรทำที่สร้างสรรค์กว่าการกินจะดีที่สุด
4.กินแต่ผลไม้
ถ้าเป็นคนปากไม่อยู่สุข ชอบกินตลอดเวลา ก็ขอให้คุณกินแต่ผลไม้ กินเข้าไปรับรองไม่มีอ้วน
5.กินผักให้เยอะๆ
ทุกมื้อของอาหารควรมีผักสดหรือผักนึ่ง และควรเลือกกินผักให้มากกว่าอาหารอย่างอื่น
6.บอกลาแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ หรือไวน์ จะเป็นสิ่งที่เพิ่มน้ำหนักตัวของคุณได้อย่างดี ถ้าอดไม่ได้จริงๆควรดื่มสัปดาห์ละ 2 แก้วก็พอแล้ว
7.ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายคือวิธีที่ “วิเศษที่สุด” และ “ได้ผลดีที่สุด” ซึ่งการออกกำลังกายจะทำให้ไขมันส่วนเกินในตัวคุณหายไป กล้ามเนื้อเต่งตึง ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น และทำให้เป็นคนอารมณ์ดีอีกด้วย
อ้วน.com ขอขอบคุณ - โลกวันนี้
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/