จากความอ้วนสู่ ‘โรคเบาหวาน’
วัฒนธรรมการบริโภคอาหารประเภทพร้อมรับประทานกำลังค่อย ๆ เข้าไปอยู่ในสายเลือดของคนไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและทันสมัยไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่คำนึงถึงเลยว่าลักษณะการบริโภคเช่นนั้นจะทำให้เกิดอะไรตามมา
การศึกษาของ ดร.เชอร์รี่ โทร์โคส เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาสุขภาพจากการบริโภค พบว่า คนไทยในวัยรุ่นและวัยทำงานขึ้นไปกว่าครึ่งหนึ่งกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักตัวที่เกินกว่ามาตรฐาน ซึ่งนั่นก็คือ โรคอ้วนนั่นเอง
เมื่อ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข โดยนายแพทย์มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศว่าโรคอ้วนได้แพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศไทย
โดยพบว่า ชายไทยร้อยละ 23 มีรอบเอวขนาด 35.4 นิ้ว ส่วนหญิงไทยร้อยละ 34 มีรอบเอวขนาด 31.4 นิ้ว
ไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่กำลังประสบปัญหา เพราะอัตราการการเกิดโรคอ้วนในวัยเด็กเองก็เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ ในช่วงปี พ.ศ. 2533 อัตราโรคอ้วนในเด็กอยู่ที่ร้อยละ 5.8 แต่เพียง 6 ปีผ่านไป อัตราการเกิดโรคอ้วนในเด็กเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.3 ในปี พ.ศ. 2539
ขณะที่ผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 35-40 ปี มีความเสี่ยงต่อการเป็น โรคเบาหวานและโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ที่เรียกว่า เมตาโบลิค ซินโดรม !!!
เมื่อเป็นโรคอ้วน ไขมันที่ถูกสะสมไว้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันเข้าสู่ตับ และเมื่อร่างกายไม่สามารถปล่อยอินซูลินที่ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในร่างกายออกมาได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ตามมาด้วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ
ขณะเดียวกันระดับไขมันในเลือดหรือไตรกีเซอไรด์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าปริมาณคอเลสเตอรอลสูง
“โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงที่สุดและคร่าชีวิตผู้ป่วยชาวเอเชียมากที่สุด สูงกว่าโรคมะเร็ง หัวใจ และเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าโรคหวัด” ดร.เชอร์รี่ เปิดเผยข้อมูลระหว่างการเปิดตัวหนังสือ Winning at Weight Loss
ในปี พ.ศ. 2539 คนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานร้อยละ 9.6 ของประชากร 2 ล้าน 4 แสนคน ในจำนวนนั้นกว่าครึ่งไม่ได้มีการตรวจรักษา !!!
ขณะที่สถิติการป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 หรือโรคเบาหวานที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 5 ในช่วงปี พ.ศ. 2529-2538 เป็นร้อยละ 17.9 ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2542
ความเข้าใจเดิมของคนไทยก็คือ การรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ทว่าความจริงแล้วอาหารหลักของคนไทยอย่างข้าวและแป้งก็เป็นสาเหตุที่หนักหนาไม่แพ้กัน
เพราะคนเราต้องการปริมาณคาร์โบไฮเดรตในแต่ละวันเพียง 130 กรัมต่อมื้อ นั่นหมายความว่าหากมีการรับประทานคาร์โบไฮเดรตมากกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ คุณย่อมหลีกหนีไม่พ้นโรคอ้วน
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ไม่บริโภคคาร์โบไฮเดรตเลยจะไม่อ้วน และหากอยากจะลดความอ้วนเพียงแค่ไม่บริโภคคาร์โบไฮเดรตเข้าไปก็เพียงพอแล้ว
เพราะความจริงแล้วในคาร์โบไฮเดรตไม่ว่าจะอยู่ในรูปของข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว พาสต้า ขนมปัง หรือแม้แต่ขนมจีน ล้วนประกอบไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหารและกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย
“ตอนที่แป้งเข้าวงการใหม่ ๆ ก็คิดว่าเราอยู่ตรงนี้ต้องพยายามรักษารูปร่างให้คงเดิม จึงไม่ทานข้าวหรืออาหารที่มีแป้งเลย ซึ่งในตอนหลังเรามาศึกษาแล้วก็รู้ว่านั่นคือวิธีที่ผิด” อรจิรา แหลมวิไล นักแสดงสาวเผยเคล็ดลับการรักษารูปร่างแบบผิด ๆ ที่เคยใช้มาก่อน
คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งอาจมีปริมาณของแป้งและน้ำตาลสูงกว่าคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากธรรมชาติ แต่คาร์โบไฮเดรตที่มีผลต่อการทำงานของอินซูลินมากกว่าก็คือ ประเภทที่มีไก ซีมิคสูง
เมื่อการงดการบริโภคข้าวเป็นวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ผิด แล้วอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับการดูแลสุขภาพคนไทย ณ วันนี้.อธิชา ชื่นใจทีมเดลินิวส์
38article@dailynews.co.thอ้วน.com ขอขอบคุณ - เดลินิวส์
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/