โรคอ้วนกลายเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย ทำให้เกิดธุรกิจลดความอ้วนผลาญเงินคนอยากผอมที่ชอบเดินทางลัด เพื่อลดรอบเอวให้เร็วที่สุด นั่นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องนัก ลองมาเรียนรู้วิธีการนี้ ค่อยๆ ลดความอ้วน โดยไม่กดดันตัวเอง และทำได้อย่างมีความสุข
บอกซิเออ เธอจะเอาเท่าไร เอาเท่าไร ไม่อ้วนเอาเท่าไร......
ยุคหนึ่งมีเพลงฮิตที่เขียนเนื้อร้อง ทำนองออกมาเป็นที่สนุกสนาน ล้อเลียนผู้ที่มีรูปร่างเจ้าเนื้อตุ้ยนุ้ย ยุคนั้นสถาบันลดน้ำหนัก ยังไม่เฟื่องฟูเหมือนอย่างปัจจุบัน ทำให้หลายฝ่ายต้องกลับมาย้อนคิดว่า เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย
ทำไมธุรกิจด้านนี้จึงมีมากขึ้น นั่นแสดงว่า คนอ้วนบ้านเรามีจำนวนเพิ่มขึ้น
แล้วทำไมคนอ้วนชอบตามใจปาก เมื่ออ้วนเกินพิกัดแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็ตามมา ลองมาอ่านเรื่องราวของคนอ้วนน้ำหนักตัวกว่า 108 กิโลกรัม และดูเหมือนเขาไม่มีท่าทีว่าจะหยุดกิน
รวมพลคนอยากผอม
"เมื่อก่อนตอนที่ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเป็นนักกีฬา ตอนนั้นน้ำหนักตัวประมาณ 60 กิโล พอเริ่มทำงาน ก็ไม่ได้เล่นกีฬาอีกเลย น้ำหนักก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่กระฉับกระเฉงเหมือนก่อน ก็เลยเข้าร่วมโครงการกับคุณหมอ มีการให้ความรู้เป็นระยะ เจอกันประมาณ 4 ครั้ง ดูว่าเราต้องควบคุมอาหารอย่างไร ออกกำลังกายอย่างไร ควบคุมอารมณ์อย่างไร" ว่าที่ ร.ต.เจนกิจ บุญประจวบ ผู้เข้าร่วมโครงการลดน้ำหนัก เล่าถึง ตอนที่เขาอ้วนมากๆ
หลังจากคุณหมอให้คำแนะนำ เขาก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
"เมื่อก่อนทานอาหารก่อนนอนตอน 3-4 ทุ่ม ทานจนเป็นนิสัย ถ้าไม่ได้กินจะนอนไม่หลับ เวลากลับบ้านมาดึกๆ เข้าไปดูในครัวว่า แม่ทำอะไรไว้ให้กิน ถ้าไม่มี ไข่ดาวสักฟองก็ยังดี ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาทานอาหารตอน 5-6 โมงเย็น กว่าจะนอนก็ 3-4 ทุ่ม และทานน้อยลงจากมื้อละ 2 จานเหลือแค่ 1 ทัพพี แต่ทานครบทุกมื้อ"
เจนกิจ เล่าต่อว่า เขาหันมาออกกำลังกายโดยปั่นจักรยาน วิ่งเหยาะๆ วันละ 1 ชั่วโมง ช่วยให้หัวใจดีขึ้น ลดอาหารพวกแป้ง ช่วงแรกๆ รู้สึกหงุดหงิด เพราะเคยเป็นคนที่มีความสุขในการกิน พอเข้าโครงการได้ 4 เดือนจากน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม ปัจจุบันน้ำหนักเหลือ 78 กิโลกรัม รู้สึกว่ามีกำลังใจ เมื่อมีคนมาทักว่าผอมลง ทำให้มีกำลังใจ เพราะเป้าหมายของเขาอยากน้ำหนักตัวเหลือแค่ 68 กิโลกรัม เมื่อน้ำหนักคงที่แล้ว พฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายต้องคงที่ด้วย เพื่อรักษาน้ำหนักให้คงที่ตลอดไป
นี่คือกรณีตัวอย่างของคนที่พยายามลดน้ำหนัก และได้เข้าโครงการ รวมพลคนหุ่นอยากดี ซึ่งเป็นการทำงานร่วมหลายองค์กร
"ปัจจุบันเรื่องของความอ้วน ไม่ได้เกี่ยวกับความสวยความงามอย่างเดียว ยังเกี่ยวไปถึงสุขภาพ และโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรง ซึ่งตามโรงพยาบาลต่างๆ เต็มไปด้วยผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากความอ้วน ยิ่งอ้วนมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ ก็จะมีสูงขึ้นและค่ารักษาพยาบาลโรคเหล่านี้ค่อนข้างสูง" นายแพทย์ฆนัท ครุฑกุล ศูนย์หัวใจ หลอดเลือด และเมตาบอลิก โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกถึงปัญหาโรคอ้วน ซึ่งนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย
เหตุผลดังกล่าวทำให้แพทย์กลุ่มหนึ่งคิดว่า น่าจะให้ความรู้กับประชาชนในเชิงลึก เพื่อให้พวกเขาหมั่นตรวจสุขภาพ ซึ่งจะดีกว่าการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
"โรคที่น่าเป็นห่วงก็คือ หยุดหายใจขณะนอนหลับ เพราะความอ้วน เนื่องจากไขมันไปกดทับทางเดินหายใจ พอหยุดหายใจ สมองก็ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงระยะหนึ่ง ทำให้พักผ่อนไม่เต็มที่ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ยังง่วงเหงาหาวนอน ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และมีผลต่อการทำงานของหัวใจ อาจหัวใจวายได้ มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งสูง 3 ถึง 4 เท่า และยังมีบุตรยากอีก เห็นได้ว่าอ้วนคือปัญหา ทุก 5 เซนติเมตร ที่เรามีรอบพุงเพิ่มขึ้น จะทำให้เบาหวานมีโอกาสเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า เมื่อปี 2001 ในอเมริกาใช้งบประมาณดูแลเรื่องอ้วนถึง 4 ล้านล้านบาท"
มีอะไรในพุงอ้วนๆ
คนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก ยิ่งรอบพุงมากเท่าไร ไขมันยิ่งสะสมในช่องท้องมากเท่านั้น ไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมัน ยิ่งสะสมในช่องท้องมากขึ้น ไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระไปสะสมไว้ที่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดเป็นโรคอ้วนลงพุง เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรัง ทั้งน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
แพทย์เตือนว่าหญิงที่มีรอบพุงเกิน 80 เซนติเมตร ส่วนผู้ชายเกิน 90 เซนติเมตร มีโอกาสเสียชีวิตเร็วกว่ากำหนด ดังนั้นคนเราไม่จำเป็นต้องอ้วนขนาดนี้ก็ได้ คนที่สวมกางเกงไซส์ 30-32 ขึ้นไปต้องเริ่มระมัดระวัง เพราะแสดงว่า เริ่มเข้าข่ายน่าเป็นห่วงแล้ว
"ปัญหาโรคอ้วนไม่จำกัดเฉพาะผู้ใหญ่อย่างเดียว เด็กอ้วน 1 ใน 3 จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน เพราะช่วงที่เด็กเปลี่ยนเป็นวัยรุ่น ส่วนใหญ่สิ่งแวดล้อมหลายๆ อย่าง ทำให้เด็กปรับตัวสามารถลดน้ำหนักได้ แต่ 80 เปอร์เซ็นต์ ของวัยรุ่นที่อ้วนจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน ขณะนี้มีคนไทยที่อายุเกิน 35 ปีอยู่ประมาณ 30 ล้านคน ในจำนวนนั้นมี 10 ล้านคนเป็นโรคอ้วน"
คุณหมอคนเดิมให้ความเห็นว่า เราสามารถจัดการกับโรคอ้วนได้ ถ้าเรามีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ก็ต้องพยายามรักษาไว้ วันนี้เราไม่อ้วนแต่อนาคตเรามีสิทธิที่จะอ้วนได้ ดังนั้นควรตรวจรอบพุงของตัวเองเป็นประจำ
ไขมันนี้มาจากไหน
สาเหตุของโรคอ้วนล้วนมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ยกตัวอย่าง ถ้าคุณรับประทานน้ำสลัดเกินกำหนดวันละ 1 ช้อน ปีหนึ่งน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นถึง 2 กิโลกรัม หรือรับประทานคุกกี้เกินวันละ 1 ชิ้น ปีหนึ่งน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 2-3 กิโลกรัม หากคุณดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมวันละ 1 กระป๋อง น้ำหนักตัวอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 6 กิโลกรัม
ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงบางคนที่บอกว่าตัวเองไม่หิวแต่กิน ร่างกายก็จะเก็บสะสมสิ่งที่เหลือใช้ไว้ บางคนอาจจะโทษพันธุกรรม ทว่าแพทย์ยืนยันว่าไม่เกี่ยว กรรมพันธุ์ นั่นเป็นแค่ตัวส่งเสริมให้คนเราอ้วนหรือผอม เป็นเรื่องของเมตาบอลิซึม ซึ่งมีวิธีการรักษา
"ถ้าร่างกายของเราเผาผลาญน้อย เราก็ควรจะกินให้น้อยลง หรือกินพอดี ร่างกายก็จะเอาพลังงานไปใช้หมด เช่น เรากินก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่ง มีพลังงาน 250-300 กิโลแคลอรี ผัดซีอิ๊วจานหนึ่ง มี 600 กิโลแคลอรี กินอาหารอิ่มเหมือนกัน แต่พลังงานที่ได้ต่างกัน ดังนั้นต้องพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร จะทำให้เราควบคุมได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว"
นอกจากนี้ทางการแพทย์ยังพบว่า คนไทยสูบบุหรี่น้อยลง มีความดันโลหิตสูงลดลง เพราะประสิทธิภาพของยารักษาโรค ในทางกลับกันพบว่าคนไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น แล้วยังเป็นเบาหวานและโรคหัวใจ
"เราใช้หลักที่เรียกว่า 3 อ. ก็คือ ภารกิจการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ เป็นสิ่งที่เราจะต้องจัดการดูแล สิ่งเหล่านี้มีผลอย่างไร? เรามีตัวอย่างอาสาสมัครและมีรายงานการศึกษา พบว่ามีคนที่มาเข้าโครงการกับเรา 3-4 ครั้ง ประมาณ 92% น้ำหนักตัวลดลง เฉลี่ย 3.8 กิโลกรัม การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้จริง ไม่ต้องไปซื้อยามากิน ไม่ต้องเข้าคอร์สลดน้ำหนัก เสียเงินแพงๆ แต่เราลดได้ด้วยตัวเอง ถ้าเรารู้หลักที่ถูกต้อง จัดการตัวเองอย่างต่อเนื่อง" คุณหมอฆนัท ชี้ให้เห็นว่า อ้วนลดได้
ส่วนด้านอาหารเสริมลดน้ำหนักต่างๆ ที่คนอ้วนปัจจุบันมักจะยึดเป็นที่พึ่ง คุณหมอบอกว่า ยาจะออกฤทธิ์กดความหิวชั่วคราวภายใน 3 ชั่วโมง ร่างกายจะไม่หิว เห็นผลเร็ว แต่มีผลเสียระยะยาว เนื่องจากร่างกายจะขับกรดบางอย่างออกมา พอถึงเวลาที่ต้องรับประทานอาหาร พฤติกรรมการกินอาหารก็ยังเหมือนเดิม ก็จะกลับมาอ้วนอีก
"จะอ้วนกว่าเดิมอีก พอเราไม่กินอาหาร ร่างกายก็จะปรับตัว เราอดอาหารกล้ามเนื้อก็จะเล็กลง เมตาบอลิซึมลดลง พอเราหยุดกินยาลดความอ้วน หรืออาหารเสริม เราก็จะกลับกินอาหารเยอะเหมือนเดิม การเผาผลาญเราก็จะน้อยลง ทำให้มีส่วนที่เหลือเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม"
อดอาหารไม่ใช่ทางออก
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวมีข้อแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ช่วยให้ร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อไม่ลดลง เช่น ผัก ปลา และผลิตภัณฑ์จากเต้าหู้ ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดสารอาหาร และมวลกล้ามเนื้อไม่ลดลงมากอีกด้วย ส่วนผลไม้ควรจะรับประทานให้พอเหมาะ ไม่ควรลดน้ำหนักโดยรับประทานผลไม้อย่างเดียว เพราะในผลไม้จะมีน้ำตาลมาก และเป็นตัวกระตุ้นให้อยากอาหาร น้ำตาลในผลไม้ยังก่อให้เกิดการเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
การรับประทานผลไม้อย่างเดียว จะทำให้ดูผอม แต่จะผอมแบบฉุๆ เนื่องจากได้รับน้ำตาลจากผลไม้ปริมาณมาก แล้วยังขาดสารอาหารชนิดอื่น เช่นโปรตีน ซึ่งส่งผลเสียมากกว่า โดยเฉพาะพวกมะม่วงดิบและสุก สับปะรดก็มีปริมาณแป้งและน้ำตาลสูง ไม่ควรรับประทานแทนข้าว
หลักสำคัญในการลดน้ำหนักก็คือ ดูแลเรื่องอาหาร หมั่นชั่งน้ำหนัก และวัดรอบเอว หมั่นบอกตัวเองว่า น้ำหนักเราจะต้องลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งทำได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ต้องพยายามลดแป้งหรือข้าว 1 ใน 3 ทว่าต้องขึ้นกับน้ำหนักตัวของแต่ละคน เพราะบางคนคิดว่ากินอาหารน้อย แต่ทำไมน้ำหนักไม่ลด ดังนั้น ควรเน้นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด กินผักอย่างน้อยวันละ 9 ช้อนโต๊ะ (1 ทัพพี) แครอท ฟักทอง ไม่ควรทานมากเพราะมีแป้งเยอะ ของดองไม่ควรทานมาก เพราะจะทำให้มีอาการบวมน้ำ ผิวจะเหลว เละ และฉุ
ดังนั้นควรรับประทานเนื้อสัตว์ หรือปลา ไม่ติดมันวันละ 12-16 ช้อนโต๊ะต่อวัน หากไม่ทานปลา ก็ให้ทดแทนด้วยไข่ขาว, ถั่วเหลือง, ไก่ต้มไม่ติดมัน, เต้าหู้หลอด 2 ใน 3 หลอด เทียบเท่าไข่ไก่ 1 ฟอง,นมถั่วเหลือง, นมจืดพร่องมันเนย (โปรตีนสูง กล่องหนึ่ง 6 กรัม) พลังงานรวมแล้วต้องไม่เกิน 150 กิโลแคลอรี อาหารไทยประเภทต้ม นึ่ง ส่วนอาหารไทยรสจัดเผ็ดเปรี้ยว ช่วยให้อิ่มเร็ว พวกเกาเหลา, แกงจืดเต้าหู้หมูสับ, ส้มตำไม่หวาน, ก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่กระเทียมเจียว, ปลานึ่ง, ปลาย่าง, ผักต้ม, ขนมจีน จะมีปริมาณแคลอรีต่ำ
ตั้งรับกับความอ้วน
เมื่อตั้งใจจะลดน้ำหนัก ไม่ควรมีอาหารหรือขนมวางไว้ใกล้ๆ มือโดยไม่จำเป็น เพราะหลายคนหยิบอาหารหรือขนมกินทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกหิว และหลายคนไปดูภาพยนตร์ต้องซื้อโค้กและข้าวโพดคั่วติดมือเข้าไปด้วย ไม่หิวแต่ต้องกินเพราะความเคยชิน
นี่คือสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ ของความอ้วน ในทางกลับกัน ถ้าเราอยู่ในโรงหนังแล้วหิว ก็คงไม่ลุกออกไปซื้อป๊อปคอร์นอย่างแน่นอน เวลาไปชอปปิงไม่ควรไปเดินย่านศูนย์อาหาร ร้านขนมเค้ก ฯลฯ ต้องข่มใจบอกตัวเองว่า ถ้าเราลดน้ำหนักได้ จะมีสุขภาพดี ไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ ต้องเตือนตัวเองตลอดเวลา การฝึกสมาธิก็ช่วยให้การเผาผลาญของร่างกายดีขึ้น และมีจิตใจเข้มแข็งขึ้น ข่มใจให้ดีขึ้น หากร่วมมือกันลดน้ำหนักเป็นกลุ่ม พ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวช่วยกัน ก็จะสามารถไปได้ดี สิ่งสำคัญไม่ควรเสียดายของเหลือ
อีกวิธีการลดความอ้วนคือ หมั่นฝึกสมาธิและฝึกหายใจอย่างถูกวิธี เช่นหายใจลึกๆ ยาวๆ เวลาหายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ เป็นการใช้กระบังลม จะช่วยในการเผาผลาญพลังงานดีขึ้น มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น ต้องรับประทานอาหารให้ตรงเวลา อย่ากินในขณะหิว เพราะจะทำให้กินอาหารเยอะ ถ้าหิวควรดื่มน้ำก่อน เดินไปเดินมาสัก 5-10 นาทีค่อยกินอาหาร
อีกอย่างหนึ่งก็คือ การออกกำลังกายอย่างหักโหม ไม่ได้ทำให้น้ำหนักลดลง เพราะร่างกายจะดึงเอาน้ำตาล ก็คือคาร์โบไฮเดรตในเลือดซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานหลักมาใช้ทันที ดังนั้นเวลาที่เราออกกำลังกายหนักจะทำให้รู้สึกโหยและหิว เป็นเหตุให้อยากดื่มน้ำหวาน เพราะมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง ดังนั้นการออกกำลังกายหนักๆ ไม่ได้ช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักที่ได้ผลดีที่สุด แต่จะมีข้อดีคือ ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อของร่างกายเท่านั้น
การออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินบ่อยๆ ร่างกายจะดึงไขมันออกมาใช้ ในขณะที่คนออกกำลังกายหนัก ร่างกายจะดึงเอาน้ำตาลมาใช้ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ดังนั้นควรเดินวันละ 50 นาที ดังนั้นควรการออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ก่อนนอน ซิทอัพ 10 ครั้ง ตื่นนอนอีก 10 ครั้ง ก็จะช่วยได้ นอกจากนี้พยายามทำงานบ้านล้างรถ ซักผ้า กวาดใบไม้ ฯลฯ
อยากหุ่นดีมาทางนี้...
ปัจจุบันทางแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมกลุ่มสำหรับคนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ รุ่นแรกประมาณ 71 คน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 3 ครั้งจำนวน 30 คน คนที่สามารถลดน้ำหนักลงได้มากที่สุด คือ 18 กิโลกรัม ผู้ร่วมโครงการนี้อายุมากที่สุด 78 ปี สามารถลดน้ำหนักได้ 3-4 กิโลกรัม
แพทย์แนะว่า ถ้ารู้จักดูแลสุขภาพ ไม่ให้อ้วนเกินไป และทำได้สำเร็จ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ก็จะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ คนไทยส่วนใหญ่สนใจเรื่องสุขภาพ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร รู้ว่าโรคแต่ละโรคร้ายแรงอย่างไร แต่ไม่รู้ว่าจะป้องกันอย่างไร จึงต้องไปพึ่งพาหมอ เมื่อถึงมือหมอบางทีก็สายเกินไป
คุณหมอเจ้าของโครงการอธิบายว่า โครงการนี้อยากให้คนรู้จักการจัดการกับสุขภาพของตัวเอง และอยากให้รู้ว่าการพึ่งหมอและการรักษานั้น เป็นแค่ปลายทาง ปัจจุบันมีข้อมูลชัดเจนว่า เรื่องอ้วนเป็นปัญหาระดับโลก ตอนนี้สหประชาชาติเองก็เริ่มตระหนักเรื่องนี้ และมีมาตรการที่จะให้ทุกประเทศร่วมมือกันป้องกันโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ซึ่งจะไปกระทบโดยตรงกับอุตสาหกรรมอาหาร อาจมีมาตรการเพิ่มภาษีสำหรับอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
“ทุกคนรู้ว่ากินข้าวกล้องดีต่อสุขภาพ แต่ปัญหาก็คือ ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อที่ไหน เพราะส่งออกหมด ไปหาซื้อในตลาดแทบไม่มีเลย ไปกินข้าวที่โรงอาหาร ก็ไม่มีข้าวกล้อง อุตสากรรมเรื่องข้าวก็ต้องปรับตัว ผลิตข้าวกล้องให้มากขึ้น ร้านอาหารก็ต้องมีเมนูให้เลือกมากขึ้น และอาหารเพื่อสุขภาพไม่ได้มีราคาแพง เพราะต้นทุนถูกมาก เช่น เต้าหู้ ถั่วเหลือง ปลา เราควรส่งเสริมการเลี้ยงปลามากกว่าเลี้ยงไก่ อย่างครีมเทียมเป็นไขมันไม่ดี ทำจากน้ำมันปาล์ม สามารถปรับเปลี่ยนใช้อย่างอื่นทดแทน เช่น นมพร่องมันเนย”
อ้วน.com ขอขอบคุณ - กรุงเทพธุรกิจ
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/