ผู้ปกครองบางท่านอาจเข้าใจว่าเป็นรอยคราบเหงื่อไคลเพราะเด็กยังอยู่ในวัยเรียนวัยเล่น บางรายอ้วนมากจะมีรอยผิวหนังแตกลายจากการขยายอย่างรวดเร็ว (striae) บริเวณต้นขา สะโพกหรือหน้าอกใต้รักแร้
การอ้วนตั้งแต่วัยเด็กจะมีโอกาสอ้วนแบบถาวรและการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังดังกล่าวจะมากขึ้นและไม่สามารถรักษาให้ทุเลาได้ โรคแทรกซ้อนอื่นๆ ในคนอ้วนจะพบเพิ่มขึ้น เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของระดับไขมันในเลือด ดังนั้น จึงถึงเวลาที่สังคมต้องตระหนักถึงภัยจากโรคอ้วนโดยเฉพาะในเยาวชน
การอ้วนของเด็กเกิดจากพฤติกรรมซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม กิจกรรมในวัยเด็กซึ่งเคยออกกำลังกายวิ่งเล่นในสนามกีฬา เปลี่ยนเป็นการนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์แทน และในระหว่างเพลินกับเกมเด็กมักจะรับประทานอาหารจานด่วนซึ่งมีไขมันสูง ดื่มน้ำอัดลมซึ่งมีน้ำตาลในปริมาณสูงทำให้หิวบ่อย การรับประทานอาหารแบบนั่งโต๊ะกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก พลังงานจากอาหารไขมันสูงจึงเหลือเฟือไปสะสมเป็นไขมัน โอกาสที่เด็กเป็นโรคอ้วนจึงสูงขึ้น
สาเหตุของโรคอ้วนโดยทั่วไปเข้าใจว่าเกิดจากพลังงานซึ่งได้จากอาหารที่รับประทานมากกว่าการใช้พลังงานภายในร่างกาย จึงมีส่วนเกินสะสมเป็นไขมัน การสะสมของไขมันพบได้หลายแบบ เช่น อ้วนแบบธรรมดาคือ ไขมันกระจายทั่วและการอ้วนจากการสะสมของไขมันในอวัยวะภายในแบบลงพุง พบอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนในอ้วนลงพุงสูงกว่าอ้วนแบบธรรมดา ในผู้ป่วยซึ่งมีสัดส่วนของเส้นรอบเอวต่อสะโพกสูงกว่า 1 เท่าหรือเส้นรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตรในชายหรือ 80 เซนติเมตรในหญิง จะมีโรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น
มีคำถามหลายอย่างซึ่งยังต้องค้นคว้าต่อไปในด้านการแพทย์ว่าทำไมจึงอ้วน ในปัจจุบันเริ่มมีความเข้าใจระบบควบคุมพฤติกรรมของความอิ่มว่า ถูกควบคุมด้วยสารหลายชนิด สารจะส่งสัญญาณให้สมองและสมองจะกระตุ้นหรือกดความรู้สึกอิ่ม และส่งสัญญาณกลับมาอวัยวะซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับประทาน พบว่าเซลล์ไขมันเองก็ทำหน้าที่คล้ายต่อมไร้ท่อ มีการสร้างสารหลายชนิด เช่น leptin, lipoprotein lipase, complement D, complement C, adiponectin, TNF? ฯลฯ สารบางอย่างจะเข้าไปสั่งศูนย์การควบคุมภายในสมอง
ดังนั้น ถ้าระบบควบคุมเสียไปหรือมีการสร้างสารกระตุ้นเพิ่มขึ้นก็จะทำให้พฤติกรรมการรับประทานอาหารเปลี่ยนไป และพบว่าเซลล์ไขมันสามารถสะสมไขมันได้ดีกว่าการปลดปล่อยกรดไขมันออกจึงทำให้เกิดปัญหาว่าถึงแม้จะรับประทานน้อยลงไขมันที่สะสมยังจะคงอยู่เท่าเดิม หรืออาจสะสมเพิ่มขึ้นถ้าร่างกายเผาผลาญลดลง การลดความอ้วนด้วยการจำกัดอาหารจึงก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร น้ำหนักจะกลับเท่าเดิมหรือมากกว่าเมื่อหยุดควบคุมอาหารเพราะร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลซึ่งเคยชินได้ การลดน้ำหนักด้วยอาหารจึงยากมากกว่าการป้องกัน
ส่วนการศึกษาชนิดของอาหารซึ่งควรรับประทานเพื่อควบคุมน้ำหนักมีหลายแบบแต่เป็นที่ยอมรับว่าควรเป็นอาหารประเภทไขมันต่ำเพราะไขมันให้พลังงานสูงกว่าอาหารแป้ง 2 เท่า และอาหารแป้งมีผลเสีย จะเพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงอย่างรวดเร็วจึงกระตุ้นการสร้างอินซูลินมากขึ้น อินซูลินก็จะเร่งการสะสมของแป้งในตับหรือกล้ามเนื้อและบางส่วนเปลี่ยนเป็นไขมัน โดยเฉพาะแป้งซึ่งขัดสีจะย่อยง่ายดูดซึมรวดเร็ว
แป้งเป็นอาหารให้พลังงานหลักของร่างกาย จึงมีการศึกษาว่าถ้าอาหารแป้งซึ่งเพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสแบบค่อยเป็นค่อยไป (slow glycemic index) จะไม่เพิ่มระดับอินซูลินอาจมีประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก อาหารกลุ่มนี้คือผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืชซึ่งมีเปลือกหุ้ม เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ฯลฯ
พบว่าอาหารกลุ่มนี้นอกจากช่วยควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคส ยังทำให้มีความรู้สึกอิ่มนานกว่า 180 นาทีและช่วยส่งเสริมการเผาผลาญไขมันเพิ่มขึ้น จึงพบการสะสมของไขมันลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับอาหาร high glycemic index ซึ่งมีจำนวนแคลอรี่เท่าๆ กัน
ปัจจุบันมีการศึกษาการควบคุมน้ำหนัก ด้วยอาหารโปรตีนสูงไขมันต่ำ เพราะอาหารโปรตีนจะย่อยยากกว่าทำให้รู้สึกอิ่มนานกว่าและไม่เพิ่มระดับอินซูลิน พบว่าการควบคุมน้ำหนักเมื่อรับประทานอาหารไขมันต่ำ แป้งต่ำ โปรตีนสูง เปรียบเทียบกับอาหารไขมันต่ำ แป้งสูง โปรตีนต่ำ อาหารทั้ง 2 แบบสามารถลดน้ำหนักได้เท่ากันแต่พบว่ามวลกล้ามเนื้อกลุ่มรับประทานโปรตีนสูงจะดีกว่า ดังนั้น การรับประทานอาหาร low glycemic index ปริมาณไขมันต่ำและโปรตีนสูง อาจเป็นอาหารที่เหมาะสมในการควบคุมน้ำหนัก
การออกกำลังกายอาจจะมีประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก แต่ในคนอ้วนการออกกำลังกายจะไม่ช่วยลดน้ำหนักเพราะการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักต้องออกแรงแบบรุนแรงเป็นเวลานานซึ่งจะมีผลเสียต่อกล้ามเนื้อและข้อที่ต้องรับน้ำหนักเกิน เกิดการปวดเมื่อยและการเสื่อมตามมาและคนอ้วนมักมีอาการเหนื่อยง่ายจึงไม่ชอบออกกำลังกาย
การออกกำลังกายที่เหมาะสมในคนอ้วนคือ การเดินและการว่ายน้ำจุดประสงค์เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของหัวใจและกล้ามเนื้อเท่านั้น และควรหาเพื่อนร่วมกิจกรรมเพื่อให้มีความสนุกจะได้ผลดีขึ้น
การออกกำลังกายร่วมกับการควบคุมอาหารอาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้ แต่ไม่สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้ เพราะเมื่อพฤติกรรมกลับมาเหมือนเดิม น้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงเกิดธุรกิจการลดน้ำหนักหลายรูปแบบซึ่งจะมีผู้คนหมุนเวียนเข้าไปใช้บริการกันตามกระแส
ยาลดน้ำหนักที่ใช้กันในปัจจุบันมี 3 กลุ่ม 2 ชนิดเป็นยาลดความอยากอาหาร เช่น ยา ephredine-caffeine กระตุ้นการหลั่ง norepinephine ยาทำให้ปากแห้ง ใจสั่น ปวดศีรษะ และนอนไม่หลับ
ยาอีกชนิดมีผลต่อ serotonin คือ sibutramine ผลข้างเคียงจะต่ำกว่า ส่วนยาที่ใช้ลดน้ำหนักโดยลดการดูดซึมของไขมันคือ orlistat จะได้ผลถ้ารับประทานอาหารมีไขมัน การลดความอ้วนด้วยการรับประทานยาอาจได้ผลในบางราย แต่ต้องใช้ยาในระยะยาว และผลข้างเคียงของยาอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ร่วมมือ
ในปัจจุบันมีการศึกษายาตัวใหม่ซึ่งมีฤทธิ์ต่อสารคัดหลั่งหรือศูนย์ควบคุมความอิ่มภายในสมองซึ่งจะเป็นการรักษาโรคอ้วนได้ถูกจุด ผลข้างเคียงก็จะต่ำกว่า แต่คงต้องรอนานกว่า 10 ปีที่จะได้ใช้ยาดังกล่าว
ในระหว่างรอก็คงต้องป้องกันการเกิดโรคอ้วน โดยรับประทานอาหารให้ถูกส่วนในปริมาณที่พอเหมาะ ลดความสะดวกสบายมีกิจกรรมภายในครอบครัวเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย และหาโอกาสออกกำลังกายแต่พอควรก็คงจะช่วยไม่ให้โรคอ้วนเข้ามาเยือน
หลายท่านอาจอิจฉาคนในเมืองหลวงซึ่งทำงานในตึกสูงที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย มีรถส่วนตัวขับ ถึงที่ทำงานก็มีลิฟต์ส่งถึงที่ห้องทำงาน ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องวิ่ง ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ สั่งงานด้วยการเคาะคีย์บอร์ด มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตัวบางท่านก็ติดในหูตลอดเวลา ไม่ต้องยกหูโทรศัพท์ ไม่ต้องเดินไปรับสายโทรศัพท์และเมื่อหิวก็สามารถสั่งอาหารที่อร่อยถูกปากมารับประทานได้ถึงที่โต๊ะทำงาน
กลับบ้านมีผู้ช่วยแม่บ้านดูแลทำความสะอาด ปรุงอาหารให้รับประทาน บางท่านก็จะกดรีโมตทีวี ดูไประหว่างรับประทานและนั่งรับประทานอาหารว่างต่อ ชมรายการทอล์กโชว์หรือภาพยนตร์ที่ถูกใจจนง่วงหลับไป ชีวิตมีแต่ความสะดวกสบาย ไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย
แต่การใช้ชีวิตแบบนิ่ง จำเจซ้ำซากกำลังก่อให้เกิดภัยต่อสุขภาพ เพราะกิจวัตรการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลดลง พลังงานที่รับจากอาหารไม่ถูกเผาผลาญและบางส่วนเปลี่ยนเป็นกรดไขมันสะสมในเซลล์ไขมันมากขึ้นจนเกิดโรคอ้วน
การระบาดของโรคอ้วนได้กระจายไปทั่วโลก องค์การอนามัยโลกซึ่งปกติจะหาทางแก้ไขปัญหาการขาดอาหารยังได้เห็นถึงพิษภัยจากโรคอ้วน มีการประชุมในปี ค.ศ. 1998 เพื่อหาทางออกให้มนุษยชาติซึ่งถูกคุกคามจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
การศึกษาระบาดวิทยาประเทศสหรัฐอเมริกาจะพบโรคอ้วนร้อยละ 30 ของประชากร และในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา พบเด็กซึ่งมีน้ำหนักตัวสูงกว่าเกณฑ์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ในประเทศยุโรปตะวันออกโรคอ้วนพบสูงมากขึ้นร้อยละ 50 ในทวีปเอเชียโรคอ้วนในประเทศจีน ไต้หวัน และสิงคโปร์มีเพิ่มขึ้น
ในประเทศไทยโรคอ้วนก็กำลังเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเยาวชน ในคลินิกโรคผิวหนังของผู้เขียนเด็กซึ่งมีปัญหาภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) มักจะมีโรคอ้วนร่วมด้วย จะพบการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากโรคอ้วนชัดเจน เช่น รอยคราบดำที่คอด้านข้างหรือใต้ท้ายทอย รอยดำที่รักแร้ หรือซอกขา (acanthosis nigrican)
อ้วน.com ขอขอบคุณ - ผู้จัดการออนไลน์
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/