ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสความนิยมใช้ยาลดความอ้วนยังคงมีอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีวัยรุ่น จนทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งนี้ จากรายงานผลการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ ในช่วงปี 2547 พบว่าเยาวชนอายุ 15-25 ปี ที่เคยลดน้ำหนักมากกว่า 80% มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่เยาวชนเลือกซื้อจะเป็นพวกยาระบาย ยาชุด ชาลดไขมัน โดยเกือบ 60% ได้รับผลิตภัณฑ์มาจากร้านขายยา คลินิก โรงพยาบาล ตามลำดับ และ 12% ซื้อจากห้างสรรพสินค้าหรือผ่านการขายตรง อย.มีความห่วงใยอย่างยิ่ง ซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องคือยาลดความอ้วนที่นิยมใช้มักเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีฤทธิ์ยับยั้งความอยากอาหาร ทำให้ไม่รู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลง ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ได้แก่ แอมฟีพราโมน คาทีน และเฟนเตอมีน ซึ่งจากข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลของการรักษา กำหนดให้ใช้ในระยะสั้นคือ 4-6 สัปดาห์ และต้องไม่เกิน 12 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน เพราะมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
ยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงคือนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง กระวนกระวาย หัวใจเต้นเร็ว หากใช้ไปนานๆ อาจถึงขั้นติดยาได้หรือทำให้น้ำหนักที่ลดลงคืนกลับมาอีก รวมทั้งอาจพบอาการอื่นๆ อีก คือ ปากแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก เหงื่อออก ตื่นเต้น ม่านตาขยาย ประสาทหลอน อาจทำให้เกิดโรคจิตได้ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะพบว่ามีไข้สูง เจ็บหน้าอก การไหลเวียนของเลือดล้มเหลว ชัก โคม่า และตายได้ ศ.ดร.ภักดี กล่าว และว่าผู้บริโภคหลายคนกินยาลดความอ้วนแล้วเสียทั้งเงินและสุขภาพ คือ น้ำหนักตัวไม่ลดลงหรือได้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาอีก เรียกอาการนี้ว่า Yo-Yo Effect ดังนั้น ผู้บริโภคควรคำนึงถึงอันตรายจากผลข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์ของการใช้ยาลดความอ้วน
อ้วน.com ขอขอบคุณ - บ้านเมือง
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/