หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ชี้ยาลดความอ้วนมหันตภัยเงียบ!!  (อ่าน 222 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อ้วน
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1120


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2009 »

 คลินิกลดความอ้วนเกลื่อนเมือง เฉพาะ กทม.มีมากถึง 1,800 แห่ง 3 ปี อย.จ่ายยาลดความอ้วนไปแล้ว 76 ล้านเม็ด แฉคลินิกหลายแห่งเมินตรวจคนไข้ก่อนสั่งยา ทั้งอันตรายและมีผลข้างเคียงสูง แพทย์ใหญ่กรมสุขภาพจิต จัดผู้ป่วยกินยาลดความอ้วนอยู่กลุ่มเดียวกับคนเสพยาบ้า ใช้ไปนานๆ ประสาทจะหลอนหากรักษาไม่ทันถึงขั้นบ้าถาวร ด้านแพทยสภาขู่คลินิกเลิ่นเล่อถูกยึดใบอนุญาตแน่
          ความคืบหน้ากรณี น.ส.รุจิรัตน์ กำมะหยี่ อายุ 26 ปี ที่กินยาลดความอ้วนจนสูญเสียความทรงจำไปนาน 3 ปี กว่าจะกลับมามีชีวิตปกติได้อีกครั้ง โดยเธอไปรับยาจากคลินิกลดความอ้วนแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าชื่อดังริมถนนศรีนครินทร์มากิน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ยังมีคลินิกลักษณะเดียวกันนี้อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะใน กทม.มีมากถึง 1,800 แห่ง
          ภ.ญ.วีรวรรณ แตงแก้ว ผอ.สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เมื่อปี 2545 เป็นช่วงที่มีการใช้ยาลดความอ้วนมากที่สุดถึง 45 ล้านเม็ด ประกอบกับยังไม่มีการควบคุมการใช้ยาอย่างจริงจังส่งผลให้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกินยาลดความอ้วนจำนวนมาก อย.จึงรณรงค์ให้ประชาชนรู้ถึงโทษต่างๆ และควบคุมการจ่ายยาอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ยาลดความอ้วนถูกจัดให้อยู่ในการควบคุมของ อย.ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งแพทย์ตามคลินิกลดความอ้วนจะต้องขออนุญาตและสั่งซื้อจาก อย.เท่านั้น
          ภ.ญ.วีรวรรณ กล่าวต่อว่า แพทย์ 1 คน สามารถซื้อยาจาก อย.ได้ 5,000 เม็ดต่อเดือนต่อยา 1 ตัว แต่การที่แพทย์จะจ่ายยาให้คนไข้ทุกครั้งจะต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมทั้งคำนึงถึงน้ำหนักและความจำเป็นของคนไข้ด้วย นอกจากนี้จะต้องส่งประวัติการจ่ายยาลดความอ้วนของคนไข้ให้ อย.ทุกเดือน เนื่องจากยาลดความอ้วนเป็นยาที่มีผลต่อจิตประสาทและมีผลข้างเคียงมาก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่า มีสถานพยาบาลหลายแห่งจ่ายยาให้คนไข้โดยไม่มีการตรวจร่างกาย หรือตรวจอย่างคร่าวๆ ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
          "ปัจจุบัน อย.ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสุ่มตรวจตามสถานพยาบาลที่จ่ายยาลดความอ้วนอย่างสม่ำเสมอ หากพบแพทย์รายใดจ่ายยาให้กับผู้ป่วยโดยไม่มีความเหมาะสมจะถูกร้องเรียนไปยังแพทยสภา แต่หากผู้จ่ายยาไม่ใช่แพทย์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และหากพบว่าแพทย์สั่งยาจากต่างประเทศเข้ามาใช้เอง หรือจ่ายยาในกลุ่มแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นยาต้องห้ามจะมีโทษจำคุก 1-5 ปี และปรับ 20,000-100,000บาท" ภ.ญ.วีรวรรณ กล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากปี 2545 อย.ได้จ่ายยาลดความอ้วนไปมากถึง 45 ล้านเม็ด จึงออกมาตรการคุมเข้มการสั่งจ่ายยา ซึ่งจากสำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตรายพบว่า ปี 2546 อย.ได้ลดการจ่ายยาลงเหลือ 16 ล้านเม็ด และลดเหลือ 15 ล้านเม็ดในปี 2547 ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยัง อย.ทำให้ทราบว่า ปี 2545 มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบจากการกินยาลดความอ้วนจำนวนมาก แต่ปัจจุบันคลินิกหลายแห่งยังคงเปิดให้บริการอยู่ ซึ่งจากการตรวจสอบกับกลุ่มงานสถานพยาบาล (งานคลินิก) กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันใน กทม.มีคลินิกด้านเวชกรรมที่ให้บริการลดความอ้วนด้วย มากถึง 1,800 แห่ง
          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการสุ่มสำรวจคลินิกลดความอ้วนชื่อดังย่านรามคำแหงพบวัยรุ่นหญิงนั่งรออยู่ในร้านไม่ต่ำกว่า 50 คน บางคนก็มีร่างกายอ้วนท้วน แต่มีวัยรุ่นหลายคนที่หุ่นผอมเพรียวอยู่แล้วก็มารับยาด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีลูกค้าสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามารับยารวมแล้ววันหนึ่งๆ ที่คลินิกแห่งนี้จะมีลูกค้าไม่น้อยกว่า 100 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำคลินิกคอยชั่งน้ำหนักและวัดความดัน ก่อนจะให้เข้าไปพบกับแพทย์ ซึ่งแพทย์จะสอบถามว่า เคยกินยาลดความอ้วนมาก่อนหรือไม่ จากนั้นจะอธิบายถึงสรรพคุณยาและวิธีการกินต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน โดยไม่มีการตรวจร่างกายใดๆ อีกเลย มีเพียงแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ เนื่องจากยาจะมีฤทธิ์ทำให้คอแห้ง
          น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน นายแพทย์ใหญ่กรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า ยาลดความอ้วนมีฤทธิ์กดประสาท สั่งให้ร่างกายไม่อยากอาหาร บางกลุ่มมีฤทธิ์คล้ายยาบ้า ทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา นอนไม่หลับ เมื่อร่างกายไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้รับอาหาร จะทำให้ซูบผอม หากใช้ในปริมาณที่มากและเป็นเวลานานจะเริ่มเห็นภาพหลอน เพ้อ มีอาการคล้ายเป็นคนโรคจิต ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการกินยาลดความอ้วนจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับผู้ป่วยจากการเสพยาบ้า โดยยาเหล่านี้มีฤทธิ์ทำลายสมอง หากหยุดกินยาทัน โอกาสหายก็จะมีสูง แต่ถ้าสมองถูกทำลายมาก ประกอบกับมีอาการทางจิตอยู่แล้วโอกาสหายจากอาการทางจิตแทบจะไม่มีเลย
          "กลุ่มนักเรียน ม.ปลาย นักศึกษามหาวิทยาลัย และกลุ่มแม่บ้านที่มีลูกแล้ว เป็นกลุ่มที่กินยาลดความอ้วนมากที่สุด เพราะเริ่มเข้าสู่วัยสาวและช่วงวัยรักสวยรักงาม เมื่อกินยาไปนานๆ จนปรากฏอาการทางประสาทจะอายจนไม่กล้ามาพบแพทย์ รอจนอาการหนักแล้วค่อยมาปรึกษา" น.พ.ทวีศิลป์ กล่าว
          พร้อมกันนี้ น.พ.ทวีศิลป์ แนะนำให้สังเกตคนที่มีอาการทางจิตว่า หากคนใกล้ชิดเริ่มมีพฤติกรรมแปลกไป เริ่มไม่กินอาหารอ้างว่ากินมาแล้ว ร่างกายซูบผอม ขอบตาดำคล้ำ ไม่มีเรี่ยวแรง ชอบนั่งเหม่อลอย หรือพูดคนเดียว ให้เข้าไปพูดคุยสอบถามทันทีว่า กินยาลดความอ้วนหรือไม่ หากกินควรให้หยุดและพามาพบแพทย์ทันที
          ด้าน พ.ญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า ที่ผ่านมาสาธารณสุขจังหวัดจะแจ้งเข้ามาว่า มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการกินยาลดความอ้วนแล้วมีผลข้างเคียง รวมทั้งประเด็นแพทย์สั่งจ่ายยาโดยไม่ตรวจสุขภาพก่อน หรือให้ผู้ช่วยจ่ายยาแทน จากนั้นแพทยสภาจะตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและพิจารณา ซึ่งการกระทำลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 และประกาศข้อบังคับของแพทยสภาอยู่แล้ว และที่ผ่านมามีแพทย์บางรายถูกร้องเรียนถึงขั้นถูกยึดใบอนุญาตมาแล้ว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันยาลดความอ้วนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ได้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ในสมอง มี 3 ตัว คือ เฟนเทอร์มีน (Phentermine) คาธีน (Cathine) และแอมฟีพราโมน (Amfepramone) ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อกินไปเรื่อยๆ จะทำให้นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ และท้องผูก ส่วนกลุ่มที่ออกฤทธิ์นอกสมอง มี 2 ตัว คือ ไซบูทรามีน (Sibutramine) กับ ออลิสแตท (Orlistat) ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมสารอาหารของลำไส้ ซึ่งยาเหล่านี้หากกินร่วมกับยาระบายหรือยาขับปัสสาวะจะทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
          นางนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรณี น.ส.รุจิรัตน์ กำมะหยี่ ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดี เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับวัยรุ่นไทยที่มีค่านิยมยิ่งผอมยิ่งสวย ชอบอาหารฟาสต์ฟู้ดแบบตะวันตกทำให้อ้วนง่าย อยากผอม แต่ขี้เกียจออกกำลังกาย เลยหวังสวยทางลัด ด้วยการใช้ยาลดความอ้วน และยอมเสี่ยงอันตรายกับภัยของยาลดความอ้วนมีผลข้างเคียงมาก ได้แก่ นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ ยาลดความอ้วนที่มีใช้ในประเทศไทยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วย แต่จากการสำรวจของกองควบคุมวัตถุเสพติด อย.พบว่า สถานพยาบาลเอกชนใน กทม.และปริมณฑล มีการจ่ายยาลดความอ้วนให้ประชาชนโดยไม่ได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ถึงเกือบร้อยละ 60
          นางนิตยา กล่าวต่อว่า การใช้ยาลดความอ้วนเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เพราะยาลดความอ้วนไม่สามารถทำให้ผอมได้ตลอดไป เมื่อหยุดกินยาน้ำหนักก็จะกลับขึ้นมาได้อีก และยาลดความอ้วนก็ไม่สามารถกินต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน ทางที่จะทำให้มีรูปร่างดีถาวร คือ ต้องปรับพฤติกรรมการกิน ด้วยการลดอาหารมัน แป้ง และน้ำตาล เพิ่มประเภทผักและผลไม้ให้มากขึ้น ที่สำคัญต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที นอกจากจะช่วยให้รูปร่างดี สุขภาพกายแข็งแรงแล้ว สุขภาพจิตก็จะดีตามมาด้วย ทำให้อารมณ์แจ่มใส มีสมาธิในการเรียนหรือทำงาน อีกทั้งทำให้แก่ช้าลงด้วย

อ้วน.com ขอขอบคุณ - คมชัดลึก
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: