หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สอบถามเรื่องหนองในแท้ และเทียม  (อ่าน 16314 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
pai
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 17 กันยายน 2009 »

อยากสอบถามว่าอาการหนองในแท้ และเทียม เป็นยังไง และต่างกันอย่างไร
ถ้าเราไปพบคุณหมอจะมีวิธีการตรวจอย่างไร และการตรวจปัสสาวะจะสามารถรู้ได้หรือไม่ว่า
เป็นหนองในแท้ หรือเทียมหรือไม่ รบกวนช่วยตอบด้วยน่ะครับ
บันทึกการเข้า
admin
Administrator
Full Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 240



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 กันยายน 2009 »



โรคหนองใน
          บางที่เรียกกันว่า โกโนร์เรีย หรือโรคหนองใน
          เชื้อต้นเหตุ  เป็นบัคเตรี  มีชื่อว่า  ไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย (Neisseria gonorrhoea)
          ระยะฟักตัว  ใช้เวลาประมาณ ๒-๓ วัน หรืออาจยาวนานถึง ๑-๒ สัปดาห์ก็ได้
          ลักษณะอาการ  โรคนี้เป็นกับบุคคลทั้งสองเพศ แต่ลักษณะจะแตกต่างกันดังนี้
          อาการในผู้ชาย จะมีอาการที่รุนแรงคือ เริ่มด้วยอาการขัดเบา เจ็บแสบท่อปัสสาวะทุกครั้งที่ถ่ายปัสสาวะ ที่ปลายอวัยวะเพศตรงปากท่อปัสสาวะจะอักเสบแดง และจะมีหนองไหลเยิ้ม บางครั้งจะมีหนองข้นจนคล้ายเส้นขนมจีน รายที่เป็นมากๆ กางเกงในจะเปรอะเปื้อนไปด้วยหนอง หนองจะไหลอยู่ประมาณ ๑-๒  สัปดาห์  ถ้าไม่ได้รับการรักษา หนองก็จะเริ่มลดน้อยลง แต่อาการอักเสบเวลาถ่ายปัสสาวะก็ยังคงอยู่จะมีอาการคันภายในท่อปัสสาวะ  ถ้าปล่อยให้โรคดำเนินอยู่เช่นนี้จะกลายเป็นหนองในเรื้อรัง   ต่อมน้ำเหลืองจะบวมเจ็บ  อาจมีอาการปวดตามข้อ  บางรายจะมีผื่นคันตามตัวด้วย โรคอาจลุกลามต่อไป ทำให้เกิดต่อมลูกหมากอักเสบ ท่ออสุจิตีบตันและทำให้เป็นหมันได้
          อาการในผู้หญิง  อาจจะไม่มีอาการอะไรเลย หรือมีแต่เพียงอาการแสบเวลาปัสสาวะ  บางรายอาจจะมีหนองไหล  ซึ่งผู้ป่วยมักจะให้ประวัติว่าตกขาว   บางราย จะไม่มีหนองปรากฏให้เห็นเลย  บางรายอาการตกขาวมีมากจนต้องใช้ผ้าอนามัยก็มี  ส่วนใหญ่อาการในผู้หญิงจะน้อยกว่าในผู้ชายมาก  จนทำให้บางคนสำคัญผิดว่า ไม่ได้เป็นโรค ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายในการแพร่เชื้อต่อไปโดยเฉพาะในหญิงบริการ    เนื่องจากมีอาการน้อยจึงมักไม่ใคร่รักษา  โรคจึงเรื้อรังลุกลามต่อไป  ทำให้เกิดอาการอักเสบในอุ้งเชิงกราน  ทำให้ปีกมดลูกอักเสบมดลูกอักเสบ ปวดมดลูก ช่องท้องอักเสบ รังไข่อักเสบ ปวดเมื่อยหลัง ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีไข้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อไปอีก คือ ท่อรังไข่ตีบตันเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือเป็นหมันในที่สุด ถ้าเกิดมีการอักเสบในอุ้งเชิงกราน จะมีการตกขาว ซึ่งมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย มีเลือดปน มีไข้ และมักจะมีอาการใกล้ๆ กับระยะมีประจำเดือน  ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า  ไข้ทับระดู
         โรคหนองในอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายประการ ได้แก่
          ๑. โรคแพร่กระจายโดยตรงจากแหล่งที่เป็นโรคดังได้กล่าวไว้แล้ว คือ  จากอวัยวะเพศไปทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ  ปีกมดลูกอักเสบ ต่อมบาร์โทลินในช่องคลอดอักเสบ  และท่อนำอสุจิอักเสบ
          ๒. โรคแพร่ออกไปโดยทางอ้อม เช่น เอามือเปื้อนหนองไปเช็ดตา หรือใช้ผ้าขาวม้าไปเช็ดตาตนเอง ทำให้ตาอักเสบเป็นหนองได้
          ๓. โรคแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดทำให้เกิดข้ออักเสบ มีผื่นตามผิวหนัง ลิ้นหัวใจอักเสบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และตับอักเสบ
          ๔. โรคติดไปยังทารกในครรภ์  ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์  ทำให้คลอดก่อนกำหนด  บางครั้งจะติดโรคขณะคลอดผ่านช่องคลอดที่มีเชื้อโรค ทำให้ตาอักเสบเป็นหนอง
         โรคหนองในในเด็กหญิง มักจะเกิดแก่เด็กหญิงวัยอนุบาล วัยเรียนชั้นประถม  อายุประมาณ ๓-๕ขวบ จะมีอาการหนองไหลออกมาจากช่องคลอด  มีอาการคัน  พ่อแม่จะสังเกตว่าเด็กคันอวัยวะเพศเสมอๆ  ที่กางเกงในจะมีหนองติด เด็กพวกนี้มักติดเชื้อหนองจากผ้าขาวม้า ผ้าปูที่นอน โถส้วม หรือใช้มือที่เปื้อนเชื้อไปเกาอวัยวะเพศ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะ  พวกผิวขาว มักจะเกิดจากการร่วมเพศก่อนถึงวัยอันควร  นอกจากโรคจะเกิดแก่อวัยวะเพศแล้ว  ปัจจุบันพบว่ามีอาการคออักเสบอันเกิดจากเชื้อหนองในบ่อยขึ้นเพราะมีเพศ สัมพันธ์แบบใช้ปาก  และบางรายมีอาการอักเสบของทวารหนัก  ซึ่งเป็นผลจากเพศสัมพันธุ์ทางทวารหนัก
          การติดต่อ  ที่สำคัญคือ  การร่วมเพศโดยตรงและการกระทำเพศสัมพันธ์โดยวิธีอื่นๆ  การสัมผัสกับเชื้อโรคโดยทางอ้อม ได้แก่ มือเปื้อนเชื้อ ใช้เสื้อผ้า ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกางเกงใน นั่งโถส้วมตามหลังผู้ที่เป็นโรคเพิ่งใช้ส้วมไปใหม่ๆ  เหล่านี้เป็นต้น
          การป้องกันและควบคุมโรค  รักษาอนามัยส่วนบุคคล  ละเว้นการสำส่อนทางเพศ  ใช้ถุงยางอนามัยในการร่วมเพศกับหญิงบริการ ไม่กระทำเพศสัมพันธ์ที่ผิดปกติ  หากมีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดที่สงสัย แม้แต่เพียงเล็กน้อย  ให้รีบไปรับการตรวจวินิจฉัยโรคโดยด่วน


   

ถุงยางอนามัยเครื่องมือที่ช่วยป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์   


โรคหนองในเทียม
          เชื้อต้นเหตุ  เชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญบ่อยที่สุด คือ คลามีเดีย ทราโคมาทิส (Chlamydia trachomatis) นอกจากนี้  ยังมีเชื้อยูเรียพลาสมายูเรียไลทิคุม  (Ureaplasma urealyticum)
          ระยะฟักตัว นานประมาณ ๗-๑๔ วัน
          ลักษณะอาการ  ผู้ป่วยมักจะมีอาการแสบหรือรู้สึกขัดเวลาถ่ายปัสสาวะและมีหนองใสๆ  บางรายมีอาการคันในท่อปัสสาวะ  หรือมีรอยแดงๆ บริเวณปากท่อปัสสาวะ  มักมีหนองไหลในตอนเช้าๆ ในบางรายอาจมีเชื้ออยู่โดยไม่มีอาการก็ได้  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อคลามีเดีย บางคนอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น  เกิดการอักเสบลุกลามไปยังต่อมลูกหมาก ถุงอัณฑะ ทำให้เกิดเป็นหมันตามมา  ในหญิงที่ติดเชื้อนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจน บางรายจะมีตกขาวมาก  ตรวจพบปากมดลูกอักเสบ  เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่อวัยวะภายใน  เกิดการอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์ในช่องเชิงกราน  ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดท้องน้อย ท่อรังไข่อักเสบตีบตัน เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือเป็นหมัน     นอกจากนี้ถ้ามารดามีเชื้อที่บริเวณปากมดลูก  ทารกที่คลอดผ่านออกมาจะได้รับเชื้อเข้าตา ทำให้เกิดตาอักเสบในระยะแรกคลอด และถ้าทารกที่ตาอักเสบนี้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะเกิดโรคกับอวัยวะระบบอื่นได้ ที่สำคัญคือปวดบวม
          การติดต่อ  ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนั้น ทารกแรกเกิดอาจได้รับการติดเชื้อจากมารดาก็ได้
          การป้องกันและควบคุมโรค   เมื่อพบผู้ป่วยจำเป็นต้องให้ยารักษาจนครบกำหนด   และแนะนำให้นำคู่สมรสมาตรวจรักษาด้วย  ในระยะที่มีอาการควรงดการร่วมเพศ  ไม่ควรประพฤติสำส่อนทางเพศ  และการใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยป้องกันโรคได้

การรักษา  โรคหนองในเทียม

doxycycline ขนาดที่ให้ 200 mgแล้วให้ 100 mgก่อนนอนหลังจากนั้นให้100 mg วันละ 2 ครั้ง 3 วัน คนท้องไม่ควรได้รับยาตัวนี้
Tetracycline ขนาดที่ให้ 250 mg วันละ 4 ครั้งให้ 7-14 วันคนท้องไม่ควรได้รับยาตัวนี้
Minocycline ขนาดที่ให้ 100mg วันละ 2 ครั้ง 7 วัน
Erythromycin ขนาดที่ให้ 250 mg วันละ 4 ครั้ง 7 วัน

การตรวจ
จะต้องตรวจดูว่ามีการอักเสบในท่อปัสสาวะจริงหรือไม่ หรือมีแต่มูกใส โดยดูจากจำนวนเม็ดเลือดขาวในการย้อมเชื้อจากท่อปัสสาวะ หรือในการตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของปัสสาวะซึ่งกลั้นมาทั้งคืน

หมายเหตุผมไม่ใช่หมอนครับ ผมหาข้อมูลมาให้ ผมแนะนำว่าควรจะไปหาหมอครับ ไม่ต้องวินิฉัยโรคเองหรอกครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 กันยายน 2009 โดย admin » บันทึกการเข้า
pai
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 17 กันยายน 2009 »

ขอบคุณมากครับ แต่ก็อยากทราบว่า ถ้าตรวจปัสสาวะแล้วจะทราบหรือไม่ว่าเป็นหรือไม่เป็นอ่ะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: