ปัจจุบันวงการแพทย์พบว่า คนเราจะเป็นมะเร็งได้นั้นจะต้องมีพันธุกรรมมะเร็ง (ยีนส์มะเร็ง) ในเซลล์ของร่างกายร่วมกับได้รับสารก่อมะเร็งจากสิ่งแวดล้อมภายนอกในระยะ 10 ปีมานี้ พบว่ามียีนส์มะเร็งมากกว่า 60 ชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งในมนุษยชาติยีนส์มะเร็งเหล่านี้ทำให้เกิดมะเร็งทุกรายจริงหรือ
ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมมะเร็ง ได้ประเมินว่ามีเพียงประมาณ 5-10% ของมะเร็งทั้งหมด ที่เกิดจาก ยีนส์มะเร็ง และถ่ายทอดทางพันธุกรรมยีนส์มะเร็ง ยีนส์สุนัขเฝ้าบ้าน
แต่ละเซลล์ของมนุษย์จะมียีนส์ (หรือแถบพันธุกรรม) ประมาณ 5 หมื่นถึงแสนยีนส์ แต่ละยีนส์ประกอบด้วย ดีเอ็นเอ ทำหน้าที่สั่งการทำงานของเซลล์ ยีนส์เหล่านี้จะมีคล้ายสวิตช์ปิด-เปิด ที่ตอบสนองต่อคำสั่งการในร่างกาย และจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ยีนส์เหล่านี้จะควบคุมให้เซลล์ในร่างกายเจริญเป็นปกติ เรียกว่า ยีนส์สุนัขเฝ้าบ้าน แต่ถ้ามีสารจากภายนอกที่ร่างกายได้รับสะสมไว้นานๆ จะทำลายดีเอ็นเอ จนซ่อมแซมกลับคืนไม่ได้ หยุดทำงาน ทำให้การควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์เสียไปและเกิดเป็นเซลล์มะเร็งขึ้นยีนส์-กำแพงป้องกันมะเร็ง
-มะเร็งเกิดจากการสะสมของการทำลายยีนส์เป็นเวลานานๆ 10-30 ปี
-ส่วนใหญ่นักวิทยาศาสตร์มักจะสนใจกับยีนส์สุนัขเฝ้าบ้าน
-พบว่ากรดไขมันบางชนิดมีผลต่อยีนส์ BRCA-1 จึงยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้
-ยีนส์ p-53 มักจะกลายพันธุ์ได้ในช่วงชีวิตของมนุษย์ พบว่าประมาณ 50% ของมะเร็งจะพบยีนส์ p-53 ที่กลายพันธุ์แล้ว
-สารลัยโคฟีน ซึ่งเป็นสารฟัยโตเคมีในมะเขือเทศ จะลดการกลายพันธุ์ของยีนส์ p-53 ได้
-กรดโฟลิกก็ลดการกลายพันธุ์ของยีนส์ p-53 และเป็นที่ยอมรับกันว่า กรดโฟลิก ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
-กรดไขมันบิวทรัยเรท ซึ่งเกิดจากร่างกายย่อยสลายอาหารกากใยจะกระตุ้นการทำงานของยีนส์ p-21 และป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นหาว่ามียีนส์อะไร ที่จะใช้เป็นตัวทำนายความรุนแรงของโรค และมีอะไรมาทำให้ยีนส์สุนัขเฝ้าบ้านทำงานหรือหยุดทำงานจากการกลายพันธุ์ รวมทั้งทำอย่างไรจึงจะพบว่าเริ่มมีการกลายพันธุ์ของยีนส์ในร่างกายแล้ว อาหารและพฤติกรรมการกินอยู่ของมนุษย์กับโรคมะเร็ง
สิ่งแวดล้อมที่มีสารพิษจะทำลายยีนส์ โดยเฉพาะยีนส์สุนัขเฝ้าบ้าน แต่ขณะเดียวกันก็พบว่ามีสารบางอย่างสามารถจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่ยีนส์ถูกทำลายไปแล้วได้ เช่น สารแอนติออกซิแดนท์ จากพืชผัก ผลไม้ หรือสารฟัยโตเคมีในเต้าหู้ เป็นต้น จากการวิจัยพบว่า 40-60% ของมะเร็งมักจะเกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น คนที่กินไขมันมากๆ สูบบุหรี่ กินเหล้า แต่กินพืชผักผลไม้น้อย กินเมล็ดธัญพืชน้อย คนเหล่านั้นมักจะเสียชีวิตจากมะเร็ง ซึ่งมะเร็งส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรม แม้ว่าในร่างกายจะพบว่ามียีนส์มะเร็งก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านอาหารการกินและความเป็นอยู่เสียใหม่ ก็อาจจะไม่เป็นมะเร็งได้ เมื่อเริ่มมีการกลายพันธุ์ของยีนส์ การเปลี่ยนพฤติกรรมด้านอาหารและความเป็นอยู่จะทำให้ยีนส์กลับเข้าสู่หน้าที่ปกติ นี่คือการป้องกันมะเร็งที่แท้จริง
ในอนาคตมนุษย์เราอาจจะต้องกินอาหารตามสูตร ตามแบบแปลนของยีนส์ในร่างกายของแต่ละคน แต่ในปัจจุบันนี้เราพอจะมีแนวทางพื้นฐานสำหรับทุกคนในการป้องกันมะเร็ง อาหารและพฤติกรรมของมนุษย์ในการป้องกันมะเร็งได้แก่
กินพืชผัก ผลไม้ และเมล็ดธัญพืชเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 5-6 ชนิด (ผล) จะได้ทั้งสารแอนติออกซิแดนท์ และสารฟัยโตเคมี กินไขมันให้น้อย โดยเฉพาะไขมันสัตว์ (ถ้าอายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายแข็งแรง อย่าให้อ้วน งดบุหรี่และเหล้า หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดมากเกินไป สวมเสื้อผ้ากันแดด หรือใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 15 ขึ้นไป พบแพทย์เมื่อสังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติในร่างกาย และเมื่อมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควรตรวจค้นหามะเร็งที่พบบ่อยในคนไทยเป็นประจำ เช่น ตรวจเต้านมด้วยตนเอง ตรวจภายในเพื่อหามะเร็งปากมดลูกและ ถ้ามีญาติสายตรงในครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งแรกเริ่มให้บ่อยขึ้น หรือเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินอยู่เสียใหม่ตามคำแนะนำของแพทย์การตรวจพันธุกรรมมะเร็ง
ปัจจุบันทางการแพทย์สามารถจะตรวจสอบด้านพันธุกรรมของมะเร็งบางชนิดได้ แต่ยังไม่สามารถจะนำมาตรวจกับประชาชนทั่วไปได้ คงใช้เฉพาะในการวิจัยเท่านั้น เพราะการตรวจจะมีราคาแพง แปลผลยาก ต้องเกี่ยวข้องกับหลายๆ บุคคลในครอบครัว และที่สำคัญคือ ยังไม่มีการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในกรณีที่การตรวจให้ผลบวก
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น ตรวจพบยีนส์มะเร็ง BRCA-1 ในสตรีผู้หนึ่งแล้ว ซึ่งอาจจะทำนายได้ว่า 85% ของสตรีที่มียีนส์ชนิดนี้ จะเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี นอกจากเขาจะเสี่ยงกับการเกิดมะเร็งเต้านมแล้ว สตรีผู้นี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย
ปัญหาคือแพทย์ปฏิบัติอย่างไรกับสตรีผู้นี้ คือ ตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้าง ตัดรังไข่ออก ตัดมดลูกออก หรืออาจจะ เฝ้าดูเฉยๆ และแนะนำให้ตรวจเต้านมด้วยตนเองบ่อยๆ สังเกตอาการผิดปกติในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ และลำไส้ แนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมในการกินอาหาร เช่น ลดไขมันจากสัตว์ งดยาที่เข้าฮอร์โมนเพศ ออกกำลังกายอย่าให้อ้วน กินอาหารที่มีกากใย ฯลฯสถานวิทยามะเร็งศิริราช
อ้วน.com
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/