หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ที่บ้าน  (อ่าน 2873 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กานพลู
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 07 สิงหาคม 2009 »

การที่มีเลือดบวกเอดส์ แสดงว่าท่านเคยได้รับเชื้อเอดส์มาก่อน แต่อาจจะไม่เป็นโรคเอดส์ก็ได้ (จากการศึกษาที่อเมริกาพบว่า คนที่มีเลือดบวกเอดส์ในระยะเวลา 10 ปี จะเป็นโรคเอดส์เพียง 50% เท่านั้น) ท่านอาจจะโชคดีมีสุขภาพแข็งแรงปกติทุกอย่าง อาจจะอ้วนท้วนกว่าคนปกติด้วยซ้ำไปถ้าได้รับการบำรุงร่างกายอย่างดีสามารถทำงานได้ปกติ โดยไม่เป็นที่เดือดร้อนแก่ ผู้อื่น ซึ่งแตกต่างกับผู้ซึ่งเจ็บป่วยแล้วอันเป็นผล เนื่องจากเชื้อเอดส์ได้ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายจนบกพร่องไปเป็นอันมาก ถึงระดับที่ไม่สามารถจะมีภูมิต้านทานเชื้อโรคแปลก ๆ หรือเชื้อโรคอื่นใดก็ได้แล้ว จึงเกิดการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายในทุก ๆ ระบบ ซึ่งในกรณีเช่นนี้คงจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และเมื่อถึงจุดนั้นความยืนยาวของชีวิตก็คงจะเหลือไม่มากนัก
          ถ้าท่านอยู่ในฐานะที่เป็นครอบครัว ถ้าสมาชิกคนหนึ่งคนใดติดเชื้อเอดส์ คงจะเป็นการยากมากสำหรับญาติพี่น้อง สามีภรรยา หรือบุตร ที่จะทำใจให้ยอมรับว่าญาติของท่านติดเชื้อเอดส์ อันเป็นเชื้อโรคที่ทุกคนกลัวและรังเกียจ ส่วนใหญ่เมื่อทราบก็จะดุด่าว่ากล่าวประชดประชันและซ้ำเติมสิ่งที่ผู้ป่วยพลาดมาแล้ว แต่ถ้าญาติคิดว่าท่านก็มีส่วนรับผิดชอบ คือไม่ได้ดูแลสั่งสอนผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดมาก่อนจนทำให้ผู้ป่วยไปติดเชื้อชนิดนี้มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งละเลยจนญาติของท่านติดยาเสพย์ติด ท่านเป็นญาติก็ต้องปลงให้ได้ ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วก็ควรจะรับสภาพ ถ้าท่านเป็นญาติไม่ยอมรับเขาแล้ว ใครเล่าที่จะยอมรับ การคิดมาก กังวล โศกเศร้าไปก็มีแต่จะทุกข์หนักยิ่งขึ้น อีกประการหนึ่งควรทราบความจริงว่าเขาไปติดเชื้อเอดส์มาจริง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องเป็นโรคเอดส์ และเขากำลังจะตาย เขาอาจจะไม่เป็นโรคเอดส์ก็ได้
          มีข้อแนะนำในการช่วยเหลือผู้ที่มีเลือดบวกเอดส์เหล่านี้ไว้ 2 ทาง คือ
          1. ช่วยเหลือทางด้านจิตใจ ทำได้โดย
          1.1 การพูดคุยให้กำลังใจและรับฟังปัญหา โดยการหัวเราะร่วมกัน การเศร้าโศกร่วมกัน การรับและแบ่งเบาความรู้สึกที่เขาโกรธ ความรู้สึกว่าเขาถูกทอดทิ้ง และถูกแยกจากสังคม ความรู้สึกเบื่อหน่ายโลกว่าเขาเป็นบุคคลที่ไม่มีใครต้องการ แม้แต่ญาติสนิทก็ตั้งท่ารังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ความวิตกกังวล ความกลัวตาย ความรู้สึกผิด ความกดดัน ความโดดเดี่ยว บางครั้งถึงกับจะฆ่าตัวตาย ถ้าท่านช่วยเหลือคอยกระตุ้นให้กำลังใจเขา จะทำให้เขามีกำลังใจที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ คอยเตือนสติเขาว่า ความทุกข์และความเศร้านั้นจะไม่ช่วยทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นเลย กลับยิ่งทุกข์เพิ่มขึ้นทวีคูณ อาจจะทนไม่ได้ นอนไม่หลับจนต้องพึ่งยานอนหลับ ทำให้เสียเงินเสียทองเพื่อนำมาใช้จ่ายมากขึ้นอีก ทั้งยารักษาความ เครียด ยานอนหลับ วิตามิน ยากระตุ้นให้ทานอาหารได้ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ยาแก้ท้องผูก ค่าเดินทางไปหาแพทย์ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลอีกมากมาย ถ้าคนไข้เป็นคนร่ำรวยอยู่แล้วก็อาจจะไม่เดือดร้อนในตอนแรก แต่ต่อมาเงินทองจะร่อยหรอลงทุกที และพบว่าคนไข้ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหา เรื่องเงินทอง ทั้งนี้เพราะถูกเจ้านายไล่ออกจากงาน ญาติก็จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ปัญหาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ สู้มาช่วยกันตัดไฟแต่ต้นลมไม่ได้ ทั้งญาติและผู้ป่วยควรปลงให้ได้ พยายามยิ้มสู้ มิฉะนั้นจะต้องเสียเงินไปกับสิ่งดังกล่าวมาแล้วอีกมาก
          1.2 ช่วยหางานให้ผู้ป่วยทำ อย่าอยู่นิ่ง เพราะการอยู่เฉย ๆ จะยิ่งคิดมาก ช่วยแนะนำผู้ป่วย ให้ทำความสะอาดสิ่งขับถ่าย กระดาษเปรอะเลือด น้ำกาม น้ำลาย เสมหะด้วยตัวเองโดยใส่ในโถชักโครก เผากระดาษทิซชูทิ้ง นำเสื้อผ้าที่เปื้อนสิ่ง  เหล่านี้ไปต้ม 20 นาที หรือแช่ในน้ำยาไฮเตอร์  หรือคลอร็อกซ์ 1 ส่วนกับน้ำ 9 ส่วนผสม   ใหม่ ๆ แช่ไว้ 30 นาที แล้วจึงซักด้วยผงซักฟอกธรรมดาแบบปกติ ให้เขาหางานทำ ถ้าหากถูกไล่ออกจากงาน ก็หางานบ้านให้ทำ เช่น เลี้ยงปลา กวาดถูบ้าน ซ่อมแซมบ้าน ทำงานช่างไม้ เป็นต้น จิตใจจะได้มุ่งแต่เรื่องงานไม่คิดมาก ผลงานที่ทำได้จะทำให้เขาคิดว่าตัวเองยังมีประโยชน์ ไม่ไร้ค่าอย่างที่คิดไว้
          1.3 ช่วยสอนวิธีออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ขี่จักรยาน เล่นแบดมินตัน เล่นฟุตบอล บริหารร่างกาย จิตใจจะสดชื่นและร่างกายแข็งแรงขึ้น
          1.4 ชักจูงให้ผู้ป่วยได้ศึกษาทางศาสนาเพื่อหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ช่วยสอนให้เขาทำบุญ แผ่เมตตา จะทำให้จิตใจสบาย ไม่ซึมเศร้า ผลที่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้ป่วยดีขึ้น ผู้ป่วยอาจจะไม่เป็นโรคเอดส์ก็ได้ (ทั้งนี้ได้มีการศึกษาค้นคว้า อย่างกว้างขวางได้ผลแล้วว่าความซึมเศร้าทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง)
          1.5 ช่วยเหลือและปรนนิบัติผู้ป่วย ซึ่งการกระทำเหล่านั้นไม่ทำให้ติดเชื้อจากผู้ป่วย เช่น พ่อแม่ บางคนพยายามช่วยเหลือทางใจแก่ผู้ป่วย เพื่อให้หญิงนั้นรับภาระดูแลผู้ป่วย สิ่งนี้เป็นบาป ถ้าหากผู้หญิงรับทราบและยินดีจะช่วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ควรจะใส่ถุงยางอนามัยเวลาร่วมเพศ และควรคุมกำเนิดไม่ให้ มีบุตร ทั้งนี้เพราะเด็กในครรภ์จะได้รับเชื้อเอดส์จากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ได้
          1.6 ช่วยสอนเขาฝึกสมาธิ ซึ่งจะได้ผล   เมื่อท่านเองนั่งสมาธิเป็นแล้ว ถ้าไม่เป็นก็พยายาม     ฝึกฝนโดยการอ่านจากหนังสือ ฟังเทปที่มีการสอนฝึกสมาธิ แรก ๆ ก็อาจจะทำลำบาก แต่ถ้าผู้ป่วยทำได้ก็จะสบายใจ อย่าเข้าใจผิดว่าการฝึกสมาธิต้องเสียเวลานาน ๆ หรือจำเป็นต้องทำที่วัดหรือโบสถ์ การทำสมาธินั้นสามารถทำที่บ้านและที่ทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          2. การช่วยเหลือทางกาย
          2.1 ช่วยให้ผู้ป่วยทานอาหารให้ครบทุกหมู่ของสารอาหาร ไม่ควรทานของดิบ ๆ ควรรับประทานอาหารที่สุกแล้วทุกชนิด
          2.2 ให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่ควรอยู่ในที่อับและคนมาก เช่น โรงมหรสพ คลับ ตลาด เพราะสถานที่เหล่านี้จะมีโอกาสติดเชื้อโรคที่ติดต่อทางหายใจได้มาก เช่น หวัด วัณโรค
          2.3 ไม่ให้มีสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข นก เพราะจะทำให้รับเชื้อโรคอื่น ๆ มากขึ้น
          2.4 ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ
          2.5 ให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูกถ้าต้องทำงานในที่ฝุ่นฟุ้ง
          2.6 ถ้าผู้ป่วยอาการหนัก ญาติควรจะช่วยเหลือโดยการทำให้ด้วยความระมัดระวัง ควรใส่ถุงมือหรือถุงพลาสติก ถ้าอาจจะสัมผัสเลือดให้ใช้ของบางชนิดต่างหาก เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน เป็นต้น
          2.7 ช่วยพาไปหาแพทย์ เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นเพื่อจะได้ผ่อนอาการหนักให้เป็นเบาได้ และควรบอกแพทย์หรือพยาบาลทุกครั้งว่าผู้ป่วยเคยติดเชื้อเอดส์มา เพื่อให้แพทย์และพยาบาลได้ระมัด ระวังในการให้การรักษาพยาบาล หากแพทย์หรือพยาบาลทำท่ารังเกียจ ก็ให้ปลงและแผ่เมตตาว่า    พวกเขาก็เป็นปุถุชนธรรมดาเท่านั้น อย่าไปหวังอะไรมากนัก
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: