หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ธาตุเหล็กในผลิตภัณฑ์ยา** ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยและคุ้มค่า  (อ่าน 1207 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
วา
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 สิงหาคม 2009 »

 แพทย์มักสั่งให้รับประทานยาบำรุงที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ ในผู้ป่วยโรคโลหิตจางที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก และป้องกันภาวะโลหิตจางในสตรีขณะตั้งครรภ์ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ที่มีธาตุเหล็กจะเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาลที่มีสีดำ หรือสีแดง บางทีอาจเป็นสีเขียว ความแตกต่างที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่รูปร่างของเม็ดยา แต่ต่างกันที่ยานั้นเป็นเกลือของธาตุเหล็กที่ให้ปริมาณธาตุเหล็ก (Elemental iron) ต่าง ๆ กัน ยาเม็ดที่มีเกลือเฟอร์รัสฟูมาเรท จะให้ธาตุเหล็กสูงสุดกว่าเกลือเฟอร์รัสชนิดอื่น อย่างไรก็ตามผลทางการรักษาของเกลือชนิดต่าง ๆ จะไม่ต่างกัน ขึ้นกับความต้องการธาตุเหล็กทดแทนมากน้อยเพียงใด ซึ่งควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนด นอกจากความแตกต่างยังอยู่ที่ผลของยาที่ทำให้ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร นั่นคือทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย มากน้อยเพียงใด ตามปกติยาที่มีธาตุเหล็กมักมีผลข้างเคียงนี้ แต่อาจลดลงได้ถ้ารับประ ทานยาพร้อมอาหาร และดื่มน้ำตามมาก ๆ ผลิต ภัณฑ์บางชนิดเป็นยาเม็ดหรือแคปซูลที่ผลิตโดยกรรมวิธีพิเศษที่มุ่งหมายให้ตัวยาส่วนใหญ่ไม่แตกตัวในกระเพาะอาหารแต่จะแตกตัวในลำไส้ ทำให้มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารน้อยลง มักมีราคาสูงกว่ายาเม็ดเคลือบปกติ แต่ในแง่ประสิทธิภาพการรักษาแล้วไม่แตกต่างกัน
          การรับประทานยาที่มีธาตุเหล็กอาจให้ผลไม่เต็มที่ถ้าใช้ร่วมกับยาลดกรดบางชนิดหรือดื่มนมร่วมด้วย ควรทิ้งเวลารับประทานห่างกันราว 2 ชั่วโมง พบว่ายาลดกรดที่มีตัวยาแคลเซียมคาร์บอเนท, แมกนีเซียมไตรซิลิเคท หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต มักจะรวมตัวกับธาตุเหล็กแล้วทำให้การดูดซึมของธาตุเหล็กลดลง ร่างกายก็จะได้รับธาตุเหล็กไม่ตรงตามเป้าหมายของการรักษาโรคโลหิตจาง หรืออาจไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์ได้
          ความจริงที่เว้นไม่ได้ที่จะกล่าวถึงเกี่ยวกับธาตุเหล็กคือเรื่องเกี่ยวกับเด็ก สีสันของเม็ดยา และลักษณะเม็ดยากลม ๆ และเคลือบน้ำตาลของยาที่มีธาตุเหล็ก มักทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นขนมลูกอม ลูกกวาดก็เลยหยิบรับประทานเอง พ่อแม่ผู้ปกครองมักไม่ทันเฉลียวใจ เป็นเรื่องที่ก่อพิษต่อเด็กมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ส่วนใหญ่มีรายงานในต่างประเทศ หลายท่านอาจคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกามีรายงานระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2535 ถึงเดือนมกราคม 2536 พบว่าเด็ก 5 รายที่มีอายุระหว่าง 11-18 เดือน ในมลรัฐลอสแอง เจลิสต้องเสียชีวิตหลังจากได้รับธาตุเหล็กในยาบำรุงเกินขนาด นอกจากนี้ยังมีรายงานหนึ่งที่ศึกษาย้อนหลังไป 7 ปีครึ่ง พบมีเด็กจำนวนมากถึง 80 คนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากได้รับธาตุเหล็กเกินขนาด และจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งเกิดอาการพิษที่รุนแรง พบว่าเด็กส่วนใหญ่ได้รับธาตุเหล็กจากยาบำรุงของแม่หรือของญาติขณะที่เธอเหล่านั้นตั้งครรภ์นั่นเอง เป็นยาที่วางอยู่ภายในบ้านและมักอยู่ในภาชนะพลาสติกที่เปิดได้อย่างง่ายดาย เด็กจำนวนหนึ่งรอดเพราะได้รับการรักษาด้วยยาฉีดแก้พิษที่มีชื่อว่าเดส เฟอร์รอกซามีน (desferroxamine) เป็นที่น่าเสียใจที่มีเด็ก 3 คน ได้รับยาชนิดนี้ช้าเกินไป บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการเก็บยาที่จะต้องเก็บให้พ้นมือเด็ก ภาชนะที่ใช้ควรเป็นชนิดที่เด็กเปิดไม่ได้เพราะต้องใช้แรงกดจึงจะเปิดขวดยาได้ สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาผู้ป่วยก็ต้องมีความรู้และเตรียมยาแก้อาการพิษของเหล็กให้พร้อมเสมอที่จะรักษาได้อย่างทันเวลา เพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุร้าย ๆ ซ้ำอีก สังคมไทยยุคนี้พ่อแม่ที่แบกรับกับปัญหาเศรษฐกิจอาจมีแต่คำว่า ไม่มีเวลา  แต่ถ้าไม่ละเลยที่จะนึกถึงสิ่งเล็กน้อยที่นำไปสู่ความปลอดภัยของเด็กและป้องกันการเกิดพิษภัยภายในบ้านด้วยตัวของท่านเองก็คงจะไม่มีคำว่า โธ่** ไม่น่าเลย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป:  


ลดความอ้วน ลดน้ำหนักคุยกับคุณหมอ และ เภสัชกรสอบเภสัชกร เกี่ยวกับการใช้ยา ธาตุเหล็กในผลิตภัณฑ์ยา** ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยและคุ้มค่า