คนสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างหน้าตามากยิ่งขึ้น ยิ่งคนในสังคมเมืองที่สามารถรับรู้ข่าวสารจากที่ต่างๆได้สะดวกรวดเร็ว ก็ยิ่งจะมีความต้องการเลียนแบบอย่างแฟชั่นจากสังคมที่ก้าวล้ำทางด้านวัตถุมากยิ่งขึ้น สื่อมวลชนต่างๆมักจะนำเสนอรูปลักษณ์ที่เหมาะสมในการเสนอขายสินค้าของตน และทรวดทรงที่สะโอดสะองย่อมสามารถทำให้เสื้อผ้าบูติคต่างๆที่ไปแสดงอยู่บนเรือนร่างเหล่านั้นสามารถมองดูดีได้ เหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ชมทั้งหลาย โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ต้องการมีรูปร่างเพียวบางเหมือนนางแบบที่เห็น มีหลายวิธีที่จะช่วยให้คนสามารถลดสัดส่วนลงได้ แต่ในบรรดาวิธีลดความอ้วนทั้งหมด การใช้ยาลดความอ้วนดูเหมือนจะได้รับความนิยมแพร่หลายมาก เพราะสะดวก ต้นทุนต่ำ และไม่ต้องอาศัยความพยายามมากนัก
คาดว่าในปัจจุบันมูลค่าทางการตลาดของยาลดความอ้วนชนิดที่จัดว่าอันตรายน้อยที่สุด(ปลอดภัยที่สุด) ของไทย มีค่าไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาทต่อปี และมูลค่านี้มีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นอีกอย่างมากในอนาคต
ความอ้วน คือ สภาพที่ร่างกายสะสมไขมันไว้เกินกว่าระดับมาตรฐาน เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มากกว่าระดับการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ในคนที่แตกต่างกันด้าน อายุ เพศ วัฒนธรรมและความเชื่อถือ จะมีโอกาสเกิดปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน แต่โดยทั่วไป ความอ้วน มีมูลเหตุมาจากปัจจัย 4 อย่าง ดังนี้คือ
1) ฐานะทางเศรษฐกิจ
2) แบบแผนในการบริโภค
3) อัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย(metabolic rate)
4) กิจกรรมโดยทั่วๆไป
การลดความอ้วน ก็คือ การพยายามใช้พลังงานที่สะสมในร่างกายในรูปของไขมัน ให้มากกว่าพลังงานที่ได้จากอาหารที่รับประทานเข้ามา ข้อพึงระวัง คือ วิธีลดความอ้วนอย่างฮวบฮาบจะเป็นอันตราย และไม่ได้ผลในที่สุด วิธีการที่ดี คือ การควบคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นขอคำปรึกษาแนะนำจากแพทย์หรือนักโภชนาการที่มีความชำนาญ ก็จะช่วยให้เกิดความสำเร็จชนิดที่ยั่งยืนได้ การลดความอ้วนไม่ควรเกิน 1 กก./สัปดาห์ ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของแพทย์ โปรแกรมลดความอ้วนที่ลดมากกว่าวันละ 0.3 กก./วัน จะเป็นเพียงการรีดน้ำออกจากร่างกาย ตัวอย่างเช่น การใช้ยาขับปัสสาวะจะทำให้เกิดการหลงเชื่อว่าลดความอ้วนได้ แต่น้ำหนักที่หายไปเป็นเพียงการสูญเสียของเหลวออกจากร่างกาย มิได้ทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายลดลงเลย และการใช้ยาจำพวกนี้เป็นเวลานาน อาจเป็นอันตรายกับร่างกายได้ การลดความอ้วนอาจใช้เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่ง หรือใช้หลายวิธีผสมกันก็ได้ ซึ่งวิธีการต่างๆ พอแจกแจงได้ดังนี้ คือ การอดอาหาร การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เช่น ฝึกเคี้ยวช้าๆ การดื่มไฟเบอร์เทียมเพื่อให้รู้สึกอิ่ม การใช้ฮอร์โมน การใช้ยาลดความอ้วน เป็นต้น คนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก เมื่อตั้งใจจะลดน้ำหนักอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะลดอาหาร ออกกำลังกาย หากได้ยาลดความอ้วนเข้าไปร่วมช่วยเหลือด้วย ก็จะพบว่าการลดน้ำหนักทำได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ยาจำพวกนี้จะให้ผลในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกเท่านั้น ซึ่งโดยเฉลี่ยผลของยาจะทำให้ผู้ใช้ยามีน้ำหนักลดลงประมาณ 1 กิโลกรัม แต่การใช้ยาไม่ใช่วิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายของการลดความอ้วนอย่างแท้จริง เพราะการใช้ยาจะทำให้ผู้ใช้ลดความอยากอาหาร จึงบริโภคน้อยลง และในระหว่างการใช้ยา ต้องการให้ผู้ใช้เกิดความคุ้นเคยต่อการบริโภคระดับใหม่ที่น้อยลง เพื่อให้ร่างกายสะสมแคลลอรีต่ำลง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้ใช้ยาลดความอ้วนจำนวนมาก มักจะคิดพึ่งพิงยาพวกนี้เป็นหนทางนำไปสู่การลดความอ้วนที่แท้จริง โดยไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแบบแผนในการบริโภค จึงพบได้ว่า เมื่อหยุดการใช้ยา คนพวกนี้ก็จะบริโภคเพิ่มขึ้น น้ำหนักที่ลดลงไปก็จะกลับคืนมา คนๆนั้นก็จะกลายเป็นคนอ้วนอีกครั้ง จึงเห็นได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว การใช้ยาลดความอ้วน ก็เป็นเพียงการกระตุ้นให้ผู้ที่ต้องการจะลดน้ำหนัก เกิดความรู้สึกว่ามีหวังขึ้นมา แต่คนๆนั้นจำเป็นต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน พฤติกรรมในการกินและการใช้พลังงานของตนด้วย มิเช่นนั้นแล้ว ยาลดความอ้วนก็คงจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้
การใช้ยาลดความอ้วนจะเหมาะสมในกรณีดังต่อไปนี้
1) ได้มีการลดการบริโภคแล้ว แต่ผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
2) การลดการบริโภคในช่วงแรก พบว่าน้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ แต่ในลำดับ ต่อมาพบว่า ถึงแม้จะบริโภคน้อยลงแต่น้ำหนักก็ไม่ลดลงอีก
3) เมื่อมีการใช้วิธีการลดความอ้วนแบบอื่นๆแล้ว ปรากฏผลในลักษณะ ถดถอย คือ ยิ่งลดยิ่งอ้วน แต่คนจำนวนมาก เมื่อต้องการจะลดความอ้วน จะตรงเข้าใช้ยาลดความอ้วนทันที ทั้งที่ยังไม่ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมโดยรวมก่อน จึงพบว่าคนจำนวนไม่น้อย ไม่ประสบความสำเร็จจากการใช้ยาลดความอ้วน
อ้วน.com ขอขอบคุณ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/