หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: โรคเบาหวานทำให้เกิดความพิการได้อย่างไร  (อ่าน 1216 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อ้วน
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1120


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2009 »

อาหารนับเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ถ้าได้รับมากเกินไปหรือไม่จำกัดชนิดอาหาร ประกอบกับความผิดปกติของร่างกายอย่างอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง  มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานก็จะทำให้บุคคลนั้นมีโอกาสเป็นเบาหวานได้ง่ายขึ้น
        เบาหวานเป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่น่ากลัว แต่เมื่อไร เบาหวานทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เมื่อนั้นความสูญเสียต่างๆ จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย ปัจจุบันมีผู้เป็นเบาหวานกันมากและเบาหวานกลายเป็นไตวายเรื้อรังก็มากขึ้น จนเกือบจะเป็นอันดับหนึ่งของสาเหตุไตวายเรื้อรังทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศสาเหตุของโรคเบาหวาน
        มีหลายอย่าง ทั้งจากการขาดอินซูลิน การติดเชื้อ กรรมพันธุ์ น้ำหนักเกิน ความเครียด โรคของตับอ่อน ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุอันใดอันหนึ่ง หรือหลายสาเหตุรวมกันก็ได้ และเมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้วควรปฏิบัติตัวและดูแลสุขภาพของร่างกายอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวได้ เพราะโรคเบาหวานทำให้มีความผิดปกติของเซลล์ทั่วร่างกาย ทั้งตา สมอง เส้นเลือด  หัวใจ ไต ผิวหนัง กระเพาะอาหาร สำไส้ ฯลฯ ความผิดปกตินั้นอาจไม่เกิดให้เห็นทันทีทันใด แต่อาจจะเห็นผลในระยะ 5 ปี 10 ปี 20 ปี หลังการเป็นเบาหวาน  ดังนั้น ผู้ที่เริ่มเป็นควรได้สำรวจดูแลรักษาตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้  สายตา
        ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจเกิดอาการตามัว ตาเป็นต้อกระจก หรือเส้นเลือดในจอตาแตก บางรายรุนแรงถึงตาบอดได้ วิธีป้องกันก็คือต้องตรวจสายตาเป็นประจำ  รักษาเบาหวานอย่างเคร่งครัด และไม่ให้ความดันโลหิตสูง ถ้าสูงก็ต้องรักษาโดยยาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเป็นต้อกระจกก็สามารถรักษาได้ หรือเบาหวานลงตาก็อาจใช้เลเซอร์ช่วยได้เพื่อป้องกันมิให้ตาพิการหัวใจ
        นับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเบาหวานทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตันได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน ผู้ป่วยเป็นเบาหวานมา 5-10 ปี ถ้าอายุมากก็มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลจะวินิจฉัยจากการฉายแสงหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และอาจต้องเอกซเรย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น วิธีระวังรักษาหัวใจของผู้เป็นเบาหวาน คือ ต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ ควบคุมระดับความดันโลหิต และหมั่นออกกำลังกาย อย่าให้ระดับไขมันในเลือดสูง เพราะถ้าสูงก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ เมื่อพบว่าเป็นก็ต้องรักษาด้วยยา หรือทำบอลลูนของเส้นเลือด หรือการผ่าตัดเพื่อป้องกันหัวใจพิการสมอง
        ทุกคนกลัวการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต กันมาก เพราะทำให้คุณภาพชีวิตเสื่อม เป็นภาระของครอบครัว ทำให้เศรษฐกิจของตนเองทรุดลง รวมทั้งกำลังใจที่เสียไปเพราะความพิการ คนเป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าเป็นมานานอีก ทั้งอาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงอยู่นาน โดยไม่ได้ป้องกันดูแลให้อยู่ในระดับปกติ ภาวะเครียดต่างๆ เป็นต้น  ผู้เป็นเบาหวาน อาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตก และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตโดยทันทีก็ได้ ผู้เป็นเบาหวานจึงควรระมัดระวังป้องกันเพื่อมิให้สมองพิการไต
        เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างมากในการดำรงชีวิต เพราะเป็นอวัยวะที่ใช้ในการขับถ่ายของเสีย ควบคุมดุลของน้ำ เกลือแร่ กรดด่างของร่างกาย ผู้ป่วยบางรายเมื่อเป็นเบาหวานแล้วมีอาการบวม ความดันโลหิตสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจว่าเป็นโรคไตแทรกด้วยหรือไม่ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจปัสสาวะ เจาะเลือดดูหน้าที่ไต ก็จะสามารถทราบได้ว่าหน้าที่ไตเสื่อมไปถึงระดับไหนแล้ว ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกรายไม่จำเป็นต้องมีภาวะแทรกซ้อนทางไต  เบาหวานทำให้เกิดโรคไตที่พบบ่อย ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ผู้เป็นเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็น ดังนั้น ควรถ่ายปัสสาวะให้สุด ไม่กลั้นปัสสาวะ และเมื่อตรวจพบมีอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ ควรรายงานแพทย์ทราบเพื่อให้แพทย์ได้วินิจฉัยและรักษาต่อไป ถ้ามีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง ปัสสาวะสีเข้มหรือขุ่น ควรสงสัยเป็นโรคไตอักเสบไว้ด้วย เมื่อได้รับยารักษาที่ถูกต้อง อาการดังกล่าวจะหายไปได้ นอกนั้น ถ้ามีอาการบวม ซึ่งเกิดจากไตทำงานน้อยลง การตรวจเลือดและปัสสาวะจะบอกได้ว่าใช่หรือไม่ ควรรับประทานอาหารจืด หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด โดยเฉพาะอาหารเค็ม เพื่ออาการบวมจะลดลงพร้อมกับให้ยาขับปัสสาวะเป็นครั้งคราว การเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ผู้ป่วยเบาหวานอาจไตวายเฉียบพลันได้ ถ้าเกิดได้รับยาบางชนิดที่มีผลเสียต่อไต เช่น ยาแก้ปวด ยาลดความดันบางประเภทหรือแม้แต่การอับเสบติดเชื้อของไตที่รุนแรงก็ทำลายไตได้เช่นกัน การรักษาควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์   ผู้ป่วยมักมีปัสสาวะน้อยร่วมกับอาการอื่นๆ ไตวายเฉียบพลัน ถ้าได้รับการรักษาถูกวิธีและทันเวลา ไตมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาทำงานปกติได้ และภาวะไตวายเรื้อรัง พบในระยะสุดท้ายของผู้ป่วยเบาหวานบางรายที่เป็นมานาน ที่ไม่ได้รักษาเบาหวานเต็มที่อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้  ซึ่งเป็นผลเสียต่อการทำงานของไตมาก ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการดูแลเรื่องไตตั้งแต่ต้น และติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อถนอมให้ไตใช้งานได้นานที่สุด ซึ่งถ้ากลายเป็นไตวายเรื้อรังแล้ว การรักษาคือการทำไตเทียม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก คุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร ตลอดจนมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วย กระเพาะอาหารและลำไส้
        ผู้ที่เป็นเบาหวานอาจพบมีความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร และการขับถ่ายซึ่งควรสังเกตและแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า
        เป็นเรื่องสำคัญและทำให้ผู้เป็นเบาหวานรำคาญมาก เพราะจะเดินไม่สะดวกและมีโอกาสเป็นแผลโดยไม่รู้ตัวได้ง่าย เพราะมีอาการชา เมื่อนิ้วมือ หรือนิ้วเท้าเป็นแผลจากอุบัติเหตุ เช่น มีดบาด ถูกเข็มตำ หรือถูกของมีคมบาด  ก็จะไม่รู้สึกเจ็บถ้าไม่สังเกต จะทำให้แผลลุกลามมากขึ้นเมื่อเป็นแผลลึกเข้าเนื้อมากจึงเริ่มรู้สึกเจ็บ การรักษาจะยากและเป็นเรื้อรัง  บางรายต้องตัดนิ้วเท้า เท้า และอาจลุกลามจนต้องตัดขาทิ้ง กลายเป็นผู้พิการต้องใช้ขาเทียมตลอดชีวิต ดังนั้นจึงควรดูแลรักษาความสะอาดของบริเวณปลายมือ ปลายเท้าอย่างสม่ำเสมอ เสมือนเป็นอวัยวะสำคัญเลยทีเดียว นอกจากอาการชาแล้ว ระบบหลอดเลือดเล็กๆ ที่ไปเลี้ยงปลายเท้าก็จะตีบเนื่องจากเบาหวาน การไหลเวียนของโลหิตลดลง ทำให้แผลหายช้าจนต้องสูญเสียอวัยวะไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ซึ่งนอกจากเกิดความพิการแล้ว จิตใจจะอยู่ในสภาพเครียดและสลดใจอีกด้วย เรื่องนี้จึงต้องสนใจและเอาใจใส่ดูแลให้มากเพื่อมิให้แขนขาพิการ
        ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวานควรเอาใจใส่อวัยวะทุกระบบของร่างกาย เพราะจะมีผลเสียที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กัน การระมัดระวังและมีความรู้จะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนและอันตราย รวมทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ข้อควรปฏิบัติคือ ควบคุมระดับน้ำตาลให้ปกติตลอดเวลา โดยการคุมอาหารหวาน ไขมัน แป้ง และน้ำตาลอย่างเคร่งครัด แต่ก็ต้องระวังอย่าให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป เพราะมีผลเสียทำให้ช็อกได้ อาการน้ำตาลต่ำในเลือด ได้แก่ ใจสั่น มือเท้าเย็น  หิวตาลาย ควรดื่มน้ำหวานหรืออมลูกกวาดและมาพบแพทย์ทันที หมั่นสำรวจความสะอาดของร่างกาย รวมทั้งซอกเล็บมือ เล็บเท้า เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย หรือเมื่อเกิดแล้วก็รีบรักษาทันที ควรวัดความดันโลหิตเป็นประจำ รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอไม่หยุดยาเองโดยรู้สึกว่าสบายดีแล้ว ควรตรวจสายตา และจอประสาทตาตามนัดของแพทย์ เพื่อป้องกันตาพิการ เมื่อมีโรคไตแทรก ไม่ต้องตระหนกตกใจ การดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มเป็น ทำให้ชะลอการเสื่อมของไตหรือไตพิการได้นานเป็นปี ซึ่งกว่าจะต้องทำการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม หรือฟอกเลือด นอกจากนั้น เมื่อมีอาการแน่นหน้าอก หรือเจ็บหัวไหล่ร้าวไปที่แขนและมือ ควรตรวจระบบหัวใจไว้ด้วย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มสุรา ซึ่งมีผลกระทบทางอ้อมต่อหลอดเลือดหัวใจและไต ทำให้เกิดผลเสียเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ดีในผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด รสจัดทุกประเภท ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่ไม่เหนื่อยเกินไปโดยปรึกษาแพทย์ผู้รักษา คลายความเครียดโดยช่วยเหลืองานส่วนรวม และผู้อื่นที่ด้อยโอกาส พักผ่อนจิตใจตามความชอบและถนัด
        ข้อแนะนำข้างต้น หวังว่าจะส่งผลให้ผู้เป็นเบาหวานที่ปฏิบัติได้ห่างไกลจากความพิการ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อชีวิตที่ดีมีคุณภาพและมีความสุข


อ้วน.com ขอขอบคุณ - บ้านเมือง
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
พิมพ์
กระโดดไป: