ในอดีตคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า "คนอ้วน" เป็นคนที่มีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีพุงน้อยๆ เป็นลักษณะของคนที่มีอำนาจวาสนา มั่งมี อารมณ์ดี ฉลาดเฉลียว และมักจะมีอายุยืน แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า ความอ้วนเป็นโรคชนิดหนึ่งไปเสียแล้ว หรือที่เรียกกันว่า "โรคอ้วน" คนที่อ้วนมากหรือมีน้ำหนักมากผิดปกติ นอกจากจะมีรูปร่างเทอะทะดูเหมือนตัวตลกแล้ว การเปลี่ยนแปลงอิริยาบทก็เชื่องช้า และที่สำคัญยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายต่างๆ นานาที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ตลอดจนเป็นบ่อเกิดของสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง…
สาเหตุของ " โรคอ้วน "
รู้ทั้งรู้แต่ยากที่จะป้องกัน
"โรคอ้วน" หมายถึง การมีจำนวนไขมันที่เก็บสะสมไว้ในร่างกายมากเกินปกติ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต คนอ้วนจึงควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด โดยปกติร่างกายจะมีไขมันสะสมไว้จำนวนหนึ่งเพื่อห่อหุ้มร่างกายและอวัยวะภายใน ที่สำคัญเพื่อให้ร่างกายเก็บไว้ใช้ในยามขาดแคลน ไขมันจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติก็ต่อเมื่อคนเรามีอายุเข้าวัยกลางคนและจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 - 15% ของน้ำหนักตัวโดยจะเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป โดยผู้หญิงจะอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย
ส่วนตัวการที่ที่ทำให้เกิดความอ้วน ก็คือ การมีไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงการเพิ่มขึ้นของพลังงาน(แคลอรี่) ที่สะสมไว้มากขึ้น เนื่องจากมีความไม่สมดุลระหว่างจำนวนแคลอรี่ที่ใช้ไปจากการใช้พลังงานของร่างกายกับการได้รับแคลอรี่ใหม่เข้ามาจากอาหารที่รับประทาน ทั้งนี้ร่างกายของคนเราจะสามารถสะสมแคลอรี่ไว้ใน 2 รูปแบบ คือ ไขมันและโปรตีน ดังนั้นเมื่อรับเข้ามามากกว่าใช้ออกไปส่วนเกินที่เหลืออยู่ก็จะกลายสภาพเป็นไขมันและถูกนำไปเก็บสะสมไว้ในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นแขน โคนขา ฯลฯ
น้ำหนัก - ส่วนสูง เกณฑ์บ่งชี้ความอ้วน
โดยทั่วไปเรามักใช้น้ำหนักของร่างกายเป็นตัวบ่งชี้ว่าอ้วนหรือเปล่า โดยอาจจะเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน หรืออาจจะเปรียบเทียบจากตารางความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูงกับน้ำหนัก แต่การเปรียบเทียบด้วยวิธีดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้แปลว่าอ้วนเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น นักกีฬา มักจะมีน้ำหนักมากกว่าคนปกติ แต่ไม่ได้อ้วนทั้งนี้น้ำหนักของร่างกายมาจากน้ำหนักของน้ำในร่างกาย กล้ามเนื้อ กระดูก และไขมันในร่างกาย
ทำตารางให้ด้วยนะค่ะ
ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูงกับน้ำหนัก
ชาย หญิงส่วนสูง(ซ.ม.) น้ำหนัก(ก.ก.) ส่วนสูง(ซ.ม.) น้ำหนัก(ก.ก.)
158 51 - 64 150 44 - 44
160 52 - 66 153 45 - 47
163 54 - 69 155 47 - 59
165 55 - 70 158 48 - 61
168 57 - 71 160 49 - 63
170 59 - 73 163 60 - 64
173 61 - 75 165 52 - 66
175 63 - 67 168 53 - 67
178 64 - 79 170 55 - 70
180 66 - 81 173 57 - 73
183 68 - 84 175 59 - 75
185 70 - 86 178 61 - 77
188 72 - 88 180 63 - 79
190 74 - 91 182 65 - 81
ดังนั้นผู้ที่อ้วน คือ ผู้ที่มีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นักกีฬาที่มีน้ำหนักเกินโดยเกิดมาจากการที่กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่จึงไม่ถือว่าอ้วน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรมีน้ำหนักมากเกินกว่าปกติมากนัก หรือหากมีน้ำหนักเกินกว่าปกติมากกว่า 10 กิโลกรัมขึ้นไปอย่างนี้ก็สามารถระบุชี้ชัดลงไปได้เลยว่าอ้วนแน่ๆ อย่างไรก็ตามอย่าได้ไปให้ความสำคัญกับตัวเลขน้ำหนักมากจนเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นโรคประสาทเสียเปล่าๆ
สำหรับผู้ที่คิดว่าตัวเองมีความอ้วนแล้วอย่างที่จะลดความอ้วนโดยด้วยไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ลองมาตอบคำถามชุดนี้กันดูก่อนเป็นไร เพราะหลังจากตอบคำถามชุดนี้เรียบร้อยแล้วก็อาจจะได้แนวทางคร่าวๆ ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะลดน้ำหนัก 1.คุณมีโรคอื่นๆ หรือไม่ที่จะได้ประโยชน์จากการลดน้ำหนักลง เช่น โรคเบาหวาน ความดันสู. ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด ข้อเข่าเสื่อม ฯลฯ 2.ถ้าขณะนี้คุณไม่มีโรคดังกล่าว แต่อัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหล่านี้ในอนาคต เช่น มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคเหล่านี้อยู่หรือไม่ รูปร่างที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหล่านี้หรือไม่
3.คำนวณดูน้ำหนักที่ควรจะมีโดยใช้ส่วนสูงเป็นเกณฑ์แล้วพบว่าน้ำหนักมากกว่าปกติหรือไม่ 4.เป็นผู้ที่มีภาวะเหล่านี้ร่วมกันหรือไม่ เช่น ดื่มเหล้ามากกว่า 2 แก้ว/วัน สูบบุหรี่ มีความเครียดจากการทำงาน หรือมีนิสัยที่ชอบกินจุกกินจิก ถ้าคุณมีภาวะเหล่านี้อยู่แล้วและมีความอ้วนเพิ่มมาอีกอย่างก็จะมีผลต่อสุขภาพของคุณค่อนข้างมาก เมื่อหาคำตอบให้กับตัวเองได้แล้วโดยคำตอบที่ออกมาคือ "ไม่" จากทั้ง 4 ข้อ แสดงว่าลดน้ำหนักไปก็เท่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลยจากการลดน้ำหนักในครั้งนี้ แต่ถ้าหากว่าคำตอบที่ได้เป็น "ใช่" หรือมีภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ข้อนี้ ขอสนับสนุนอย่างแรงว่าถึงเวลาลดน้ำหนักได้แล้ว
พฤติกรรมบริโภคไม่เลือก
ปัจจัยเสริมให้เกิดโรคอ้วน
นอกจากนี้รูปร่างก็เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งที่สามารถบ่งบอกได้ถึงอัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้น ดังนั้นลองเดินไปยืนหน้ากระจกแล้วดูตัวเองในกระจกเปรียบเทียบดูสิว่าตอนนี้รูปร่างคุณเหมือนอะไร?… แอปเปิ้ลหรือว่าขนุน และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเอวใหญ่ให้คิดไว้เลยว่ากำลังอ้วน โดยลักษณะการขยายของเอวนี้ยังสามารถบ่งบอกได้อีกว่าขณะนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ความดันสูง หลอดเลือดในสมองตีบ และเบาหวาน แล้ว แต่หากมีสะโพกหรือต้นขาใหญ่ ก็อาจจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ดังกล่าวเหมือนคนทั่วๆ ไป
สำหรับสิ่งที่จะวัดการกระจายของไขมันที่สะสมในร่างกายนอกเหนือจากการสังเกตุด้วยตาเปล่าคือ การใช้อัตราส่วนระหว่างเอวและสะโพก ด้วยการวัดรอบเอวและหารด้วยสะโพก โดยใช้หน่วยการวัดที่เป็นนิ้ว ทั้งนี้ในผู้หญิงอัตราส่วนดังกล่าวไม่ควรมากกว่า 0.85 ส่วนในผู้ชายเมื่อหารกันลงตัวแล้วก็ไม่ควรมากเกิน 1 เพราะถ้ามากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดนี้แสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการมีโรคมากกว่าปกติ
สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอ้วนก็ คือ พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร โดยผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงทำให้เกิดโรคได้มาก จากรายงานการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์พบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคและและเสียชีวิตมากเป็นอันดับหนึ่งคือ การสูบบุหรี่ และอันดับสอง คือ การบริโภคอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง ตลอดจนการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ การใช้อาวุธปืน อุบัติเหตุ และการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นสาเหตุรองลงมาตามลำดับ
ผู้คนในสังคมเมืองกำลังมีพฤติกรรมการบริโภคที่มีไขมันในปริมาณสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสภาวะรอบตัวทีทำให้ต้องทำทุกอย่างด้วยความรีบเร่ง จนกระทั่งขาดความใส่ใจในการหุงหาอาหารมารับประทาน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้กำลังบั่นทอนสุขภาพและชีวิตของคนให้สั้นลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคโดยการให้เวลาและความใส่ใจในเรื่องของอาหารการกินให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากจนเกินไป และหากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีปริมาณไขมันสูงได้แล้วละก็รับรองได้เลยว่าความอ้วนจะไม่มีทางมายืนเคาะประตูหน้าบ้านแน่นอน
4 วิธีบอกลาความอ้วน!!
จากการวิจัยของสถาบันต่างๆ พบว่า โรคอ้วนมีปัจจัยและสาเหตุ ด้วยกัน 2 ประการใหญ่ๆ ที่ก่อเกิดไขมันส่วนเกินอันไม่พึงปรารถนา ได้แก่ 1.ปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้ (เหนือการควบคุม) ประกอบด้วย สัดส่วน 35% กรรมพันธุ์ 10% ปัจจุยเหล่านี้เป็นสาเหตุที่สามารถกำหนดความอ้วนผอมของสิ่งมีชีวิตได้ทั้งคนและสัตว์ 2.ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ ประกอบด้วย สัดส่วน 65% การเลี้ยงดูในวัยเด็ก 10% พฤติกรรมการบริโภค 20% บุคลิกภาพและการดำเนินชีวิต 20% และสุดท้ายการออกกำลังกาย 15%
ด้วยปัจจัยหลักที่กล่าวมานี้ใช้ว่าจะไม่มีวิธีบอกลาความอ้วนอย่างถาวร แต่การจะลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและไม่เกิดความเสี่ยงต่อตัวเองแล้วก็ควรที่จะอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ซึ่งการแก้ปัญหา "โรคอ้วน" นี้ก็มีด้วยกันหลายวิธี คือ 1. ผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่อ้วนมากๆ และเข้าขั้นอันตราย ใช้กลวิธีลดความอ้วนด้วยแนวทางต่างๆ แล้วล้มเหลว แต่การผ่าตัดก็ต้องใช้เงินจำนวนมากและอาจเกิดผลแทรกซ้อนได้ในการผ่าตัด 2.การดูดไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วนเฉพาะที่ เช่น สะโพก หน้าท้อง ต้นแขน โคนขา ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการดังกล่าวนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและก็อาจจะเสี่ยงต่อการเกิดผลแทรกซ้อนในการดูดไขมันได้ (ในสองข้อนี้บอกตามตรงว่ามีความเสี่ยงสูงจริงๆ ฉะนั้นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชียวชาญอย่างใกล้ชิด)
3.การใช้ยา ในประเทศไทยมียาลดความอ้วนอยู่ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ยาที่ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่หิว แต่เมื่อรับประทานไปแล้วก็ต้องระวังกับผลข้างเคียงที่จะตามด้วยนั้นก็คือ นอนไม่หลับ ปากแห้ง ในระยะหลังๆ กระทรวงสาธารณสุขสั่งระงับการใช้แล้ว และยานี้ยังมีผลกระทบในแง่ที่เรียกว่า โยโย้เอฟเฟ็ค อีกด้วย คือ เมื่อเลิกรับประทานแล้วความอ้วนก็จะกลับมาเยือนอีกครั้งอาหารเสริมประเภทพองตัวในกระเพาะอาหารทำให้รู้สึกอิ่ม ส่วนใหญ่อาหารเสริมพวกนี้จะเป็นใยพืช แต่หากเป็นใยพืชอย่างเดียวอาจจะทำให้ผู้บริโภคขาดสารอาหารได้ ดังนั้นในขบวนการผลิตจึงได้เติมสารอาหารที่สำคัญลงไปด้วยเช่น NUTRITION DRINK ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้สารอาหารครบตามความต้องการในแต่ละมื้อ ประเภทสุดท้ายคือ ผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยระบายท้อง โดยในกลุ่มนี้จะมีวางจำหน่ายในรูปของอาหารเสริมและยาระบาย
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ใครที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้หนึ่งหรือเปล่าที่เข้าข่ายของผู้ป่วย "โรคอ้วน" ก็รีบสำรวจตัวเองดูให้ถ้วนถี่เสียแต่เนินๆ เพราะโรคอ้วนนั้นเป็นบ่อเกิดของสารพัดโรค แต่ถ้าจะให้ดีควรเดินสายกลางอย่างผอมจนซูบ และอย่างได้อ้วนจนเกินงามจะดีกว่าเพราะหากคุณผู้หญิงท่านใดเกิดวิตกจริตหลงคิดว่าตัวเองอ้วนอยู่ร่ำไปก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ตัวอย่างก็มีให้เห็นกันอยู่แล้ว…
อ้วน.com ขอขอบคุณ -มิชชั่น ไทยแลน
http://www.xn--q3c1ar6i.com/forum/